วันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ของเล่นหาจากธรรมชาติ


ฝักมะขามเทศ
เมื่อแม่ยังเด็กและเริ่มจำเหตุการณ์ต่างๆได้นั้น เด็กๆในยุคของแม่มีของเล่นที่ทำจากวัสดุธรรมชาติทั้งสิ้น แม่เป็นเด็กผู้หญิงก็เล่นตามประสาเด็กผู้หญิงเช่น เล่น อีตัก เล่น ขายข้าวขายแกง เป็นต้น การเล่นอีตักนั้นใช้เม็ดมะขามเทศมาเล่น เม็ดมะขามเทศนั้นก็ได้มาจากการที่ผู้ใหญ่สอยมะขามเทศมันมากิน ซึ่งต้นมะขามเทศมันนั้น ก็หาได้ง่ายๆ
ในช่วงระหว่างเดือน ม.ค.–มี.ค. ต้นมะขามเทศมันและฝาด ในหมู่บ้านมีขึ้นอยู่มากมาย แต่ละต้นสูงใหญ่ เป็นส่วนมาก ต้องใช้ไม้ตะขอ
ยาวๆสอยลงมา หรือปีนต้นขึ้นไปเก็บและสอยลงมากินกัน ไม่มีการห้ามและหวง ใครอยากกินก็เก็บเอาสอยเอา ไม่มีราคา ไม่มีการซื้อขาย  ถ้าสอยและเก็บมาได้มากก็แจกจ่ายแบ่งปันกันไป เป็นต้นไม้ที่แม่โตขึ้นมาก็เห็นต้นไม้เหล่านี้ มีต้นใหญ่บ้างเล็กบ้างมีขึ้นอยู่มากมายรอบๆบริเวณในหมู่บ้าน เคยสอบถามคนอายุมากๆแล้ว ก็ไม่รู้ว่าใครปลูกบอกแต่ว่าขึ้นเอง
แม่จำได้ว่าที่ติดกับนอกชานบ้านยาย มีต้นมะขามเทศมันอยู่ต้นหนึ่งทั้งสูงและใหญ่ เนื้อมะขามเทศทั้งขวานทั้งมันอร่อยมาก ต้องยืนสอยด้วยตะขอยาวๆบนนอกชานบ้าน ยังสอยได้เป็นบางกิ่งเท่านั้น กิ่งอื่นๆต้องขึ้นต้นสอยเก็บ ส่วนมะขามเทศฝาดนั้นเด็กๆจะไม่ชอบ ผู้ใหญ่จะเก็บฝักมะขามเทศฝาดมาแกะเม็ดออกทิ้ง เอาแต่เนื้อไปแกงส้มรวมกับฝักมะรุมเป็นที่เอร็ดอร่อยนัก
ต้นกำปัด
ไม้กวาดต้นกำปัด
ไม้กวาดต้นกำปัด

พูดถึงพืชผักในฤดูฝนแล้วก็นึกถึงพืชอีกชนิดหนึ่ง เมื่อถึงฤดูฝนก็จะขึ้นอยู่มากมายคือต้นกำปัด  แม่ก็ยังไม่ได้ค้นว่า  ชื่อทางพฤกษศาสน์ เรียกว่าอะไร
เราชาวบ้านจะเรียกกันอย่างนั้น เจ้าต้นกำปัดนี้  มีประโยชน์เมื่อต้นใหญ่และสูง 1 เมตร ขึ้นไปมีดอกเล็กๆ สีเหลืองมากมาย พวกผู้ใหญ่ก็จะตัดต้นกำปัด โดยตัดถึงโคนต้นทีเดียว แล้วนำมาผึ่งแดดทิ้งไว้ ให้ใบแห้ง  และร่วงเมื่อใบร่วงหมดแล้วก็จะมัดต้นกำปัด และต่อด้ามด้วยไม้ไผ่หรือจะไม่ต่อด้ามก็ได้
มัดเป็นกำๆ ขนาดเหมาะมือ เป็นไม้กวาดอย่างดีสำหรับกวาดลานบ้าน  กวาดพื้นดินใต้ถุนบ้าน กวาดถนน ในแต่ละบ้านจะตัดต้นกำปัด และทำไว้ใช้กันได้ทั้งปี
เมื่อฝนต้นปีต่อไปก็จะทำใช้กันใหม่อีก  ต้นกำปัดจะมีแขนงเล็กๆมาก ทำให้ช่วยในการกวาดได้สะอาดดี เนื่องจากพื้นบ้าน พื้นลาน พื้นทางเดินในหมู่บ้านในสมัยนั้นเป็นพื้นดินทรายแน่น เป็นส่วนมาก ตามใต้ถุนบ้านแต่ละบ้านเป็นพื้นดินที่แน่น  จึงใช้ไม้กวาดจากต้นกำปัดได้เป็นอย่างดี
เห็นได้ว่า คนในยุคนั้นรู้จักนำสิ่งของที่มีอยู่ มาใช้ประโยชน์ได้โดยไม่ต้องใช้เงินซื้อเลย
ในปัจจุบันบ้านชั้นเดียวใต้ถุนสูงไม่ค่อยมีให้เห็น  บ้านส่วนใหญ่สร้างเป็น 2 ชั้น พื้นที่ว่าง และ ถนน ก็จะเป็นพื้นปูนซีเมนต์  ไม้กวาดต้นกำปัดก็เลยไม่มีให้เห็น
ส่วนต้นกำปัดนานๆ จะเห็น ตามข้างถนนหนทางบ้าง ยังไม่ถึงกับสูญพันธุ์ไปเลย

วันศุกร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ตำลึง

ตันตำลึง
ตำแยแพ้ตำลึง - ตำแยชุบแป้งทอด
ต้นตำแย


ต้นตำแย

      บางทีการเล่นซนของเด็กๆ ไปเก็บต้นไม้หรือหาของเล่น บังเอิญไปถูกต้นตำแยเข้า ก็จะมีอาการคันคะเยอ  ยิ่งเกาก็ยิ่งคัน ผู้ใหญ่ก็จะเก็บใบตำลึงแก่ๆ มาสักกำมือหนึ่ง ล้างให้สะอาดแล้วโครกกับครกไม่ต้องให้ละเอียดนัก ผสมกับเหล้าขาวเล็กน้อย  ขยำข้นๆให้เข้ากันแล้วทาตามตัวตรงที่ถูกตำแยหรือที่คัน  แอลกอฮอร์นในเหล้าขาวทำให้เย็น  มาผสมใบตำลึง เป็นยาสมุนไพรทำให้หายผื่นคันจากลมพิษได้  (ที่ลูกๆ เป็นกันบ่อยๆ แม่ก็ใช้สมุนไพรใกล้บ้านนี้ถูทาให้ก็หายทุกที)  จนเด็กๆ จะร้องกันเล่นเป็นคำกลอนเลยว่า ”ตำแยแพ้ตำลึง ๆ ตำแยแพ้ตำลึง ๆ ” เป็นที่สนุกสนาน

      เมื่อพูดถึงตำแยมีเรื่องเล่าอีกเมื่อฝนตก  ตำแยเป็นพืชที่ขึ้นง่ายโดยทั่วไปตามทางเดิน ในป่า และตามริมรั้ว  ส่วนใหญ่ผู้ใหญ่จะตัดทิ้ง  เนื่องจากเอาไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้  แต่ยายของลูกเคยทำอาหารจากยอดอ่อนและใบของตำแยให้แม่กินหลายครั้ง  โดยการนำยอดและใบอ่อนของตำแยมาชุบแป้งทอดให้กิน ก็อร่อยดี และไม่คันเวลากินด้วย  ปกติเราถูกใบตำแยก็จะคันคะเยอ

       ยาย มีวิธีหรือเทคนิคในการเก็บใบและยอดจากต้นตำแยมาชุบแป้งทอดรับประทาน  โดยไม่คันมือและคันคอ คือ เก็บได้เฉพาะเวลาเช้าหลังฝนตกใหม่ๆเมื่อคืน ในขณะที่ยอดและใบตำแยยังชุ่มน้ำค้างอยู่ และนำมาชุบแป้งทอด  แม่กินใบตำแยชุบแป้งทอดหลายครั้งในฤดูฝนก็อร่อยดี  แต่ไม่ได้กินมานานประมาณ 30 กว่าปี (หลังจากมีครอบครัว) และปัจจุบันต้นตำแยก็มีให้เห็นน้อยมากอยู่แล้ว

       พูดถึงผักชุบแป้งทอด  ก็จะนึกถึงผักอีก 2 ชนิด คือ ยอดพริกขี้หนูและใบผักเป็ด ยายจะเก็บยอดอ่อนพริกขี้หนูมีพริกขี้หนูอ่อนๆ และดอกเล็กๆ ติดอยู่ด้วย หรือใบผักเป็ดริมน้ำ   มาทอดให้กินบ่อยๆ ที่เล่าๆมาผักชุบแป้งทอดที่ชอบมาก และหากินจนถึงปัจจุบันคือ ใบผักเป็ดชุบแป้งทอด

ต้นผักเป็ด


พืชผักในฤดูฝน

       แม่มานึกย้อนหลังไป ถึงคิดได้ว่า การละเล่นของเด็กในสมัยก่อนนั้น ก็ขึ้นกับฤดูกาลเป็นหลักนั่นเอง ฤดูกาลไหนหรือเรียกเป็นภาษาพูดกันว่า หน้าไหนมีสิ่งของที่จะมาเป็นวัสดุในการเล่นได้ก็นำมาเป็นของเล่นกันได้ วนเวียนต่อเนื่องกันไป คนโบราณช่างเก่งเหลือเกินที่ใช้สิ่งของหรือวัสดุที่มีอยู่มาคิดค้นเป็นของเล่นของใช้ ได้ต่อเนื่องกันไป ไม่สิ้นสุดจนดูเหมือน ไม่รู้ว่าเป็นการเล่นตามฤดูกาล เนื่องจาก มีของให้เล่นให้ใช้ ได้ต่อเนื่องกันตลอดเวลา

      ฤดูฝน พอฝนตกสักพักต้นไม้ ต้นหญ้าก็ขึ้นกัน เขียวขจี รวมทั้งพวกวัชพืชต้นเล็กๆ ขึ้นตามริมทางเดิน ริมรั้ว ริมน้ำ เต็มไปหมด เช่นต้นผักกระสัง ต้นกำปัด ต้นกระถิน ต้นตำแย ต้นตำลึง ขึ้นตามริมรั้วตามต้นไม้บ้าง ต้นผักขมและอื่นๆ อีกมาก
                                        มีต้นไม้อยู่ 2 ชนิดที่เด็กๆ อย่างแม่จะเอามาเล่นกันคือ ผักกระสังและใบตำลึง ผักกระสังข์ เป็นต้นไม้เล็กๆ ลำต้นอวบน้ำ ใบเขียวใส มีคุณสมบัติดูดซึมน้ำได้ดี แม่และเด็กๆ ด้วยกัน ก็จะแอบหยิบหมึกของพี่ชายมา พูดถึงตรงนี้ก็ต้องแทรกสักหน่อย หมึกที่ว่านี้ คือ ในยุคนั้นการเขียนหนังสือในเด็กเล็กใช้กระดานชนวนและดินสอหินเด็กประถมใช้ดินสอดำ เด็กมัธยมจะใช้ปากกาซึ่งเป็น ปากกาหมึกซึมปลายปากกา มีลักษณะดังภาพ มีหลอดใส่หมึกติดอยู่เขียนพอหมึกหมด ก็จะสูบหมึกจากน้ำหมึกในขวด ด้วยวิธี บีบและปล่อยๆหลอดยางที่ใส่หมึกจนเต็มหลอดยาง และจากขวดหมึกแดงและน้ำเงินนี้เอง ที่นักเรียนต้องใช้มีปากกาและขวดหมึก คนละ 2 ด้าม ส่วนครูนิยมใช้หมึกสีดำและปากกาคอแร็ง ซึ่งเขียนได้สวยใช้หมึกอินเดียน์อิงค์ ปากกาหมึกซึมแต่ละด้ามซื้อแล้วจะใช้ได้นานจนกว่าปลายของปากกาจะเสียหรือหลอดใส่หมึกจะเปลื่อย จึงจะซื้อใหม่กันที ผิดกับปัจจุบันนี้ใช้ปากกาลูกลื่นใช้หมดก็ต้องทิ้งเลย แต่ส่วนที่เสียของปากกาหมึกซึมก์คือ ไม่สะดวกที่ต้องพกขวดหมึกไปด้วย ซึ่งมักจะหกเลอะเทอะเป็นประจำ ขวดหมึกพวกนี้เองเด็กๆ ชอบแอบเอามาหยดลงน้ำในแก้ว แล้วเอาต้นกระสังแช่น้ำ  ผสมหมึกสีน้ำเงิน หรือแดงไว้ ต้นไม้ (ที่ถอนมาทั้งราก) จะค่อยๆ ดูดซึมน้ำผสมหมึกเห็นเป็นสีแดง หรือสีน้ำเงินของหมึก เข้าไปในลำต้นอย่างช้าๆ เห็นได้ชัด ต้นกระสังจะดูดน้ำเข้าไปจนเต็มถึงใบตามสีของหมึกดูสวยงาม

(ข้อมูลใหม่ ณ วันที่ 21 มิถุนายน 2550 เพิ่งรู้ว่าผักกระสัง ใช้รับประทานได้สดๆ โดยใช้เป็นผักเครื่องเคียงใช้จิ้มน้ำพริกได้ ทดลองทานแล้ว)
ต้นไม้อีกชนิดที่เด็กๆ ผู้หญิงชอบเก็บมาเล่นก็คือ ต้นตำลึง เด็ดเอาแต่ใบแก่ๆมา (ใบและยอดอ่อนเก็บให้ผู้ใหญ่ทำกับข้าว แกงจืดตำลึงหรือลวกกินกับน้ำพริก) สัก 2 กำมือ มาตำกับครกเล็กๆ ที่เป็นชุดของเล่นชุดหม้อข้าว หม้อแกงของเด็ก แม่มีของเล่นชุดหม้อข้าว หมอแกงสำหรับเด็ก เป็นเครื่องปั้นดินเผาครบชุดยายซื้อให้ที่งานวัดสะตือ เมื่อตำแล้วใส่น้ำค่อยๆเติมพร้อมใช้มือขยำๆ จนน้ำข้นและเหนียวเป็นยางเหมือนขนมเต้าส่วน ก็คือขนมเต้าส่วนของเล่นสำหรับเด็ก ตอนเล่นขายข้าวขายแกงนั้นเอง การเล่นขายข้าวขายแกงของเด็ก เด็กก็จะหาของมาทำเป็นข้าวเป็นแกง เป็นขนมจนครบและเล่นกันได้นาน
ตาเลี้ยงปลากัด

       ตามีกิจกรรมอย่างหนึ่ง คือ ”การเลี้ยงปลากัด” ตาเป็นนักเพาะเลี้ยงปลากัด ที่มีชื่อเสียงว่า ปลาของตากัดเก่ง ใต้ถุนบ้านด้านตะวันออกเฉียงใต้ ตากั้นเป็นห้องไว้ด้วยไม้ระแนงตีห่างๆ มีประตูเปิด ปิดด้วย เป็นห้องปลากัด ในห้องนั้นจะเรียงรายไปด้วยโหลปลากัดรูปทรง 4 เหลี่ยมสวยงามอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ละโหลมีปลากัดสีสันสดใส ระหว่างโหลแต่ละใบ ตาจะใช้กระดาษแข็งตัดสี่เหลี่ยม ขั้นระหว่างโหลแต่ละโหลไว้ เพื่อไม่ให้ปลามองเห็นกัน มิฉะนั้นปลากัดจะพองใส่กันและกัดกันซึ่งจะติดที่กระจกโหล ทำให้ปลาบาดเจ็บและเหนื่อย ปลากัดแต่ละตัวมีหลากสีสัน อยู่ในตัวเดียวกัน เช่น สีน้ำเงิน สีแดง สีเขียว ออกเหลืองบ้าง ส้มบ้าง ดำบ้าง ล้วนแต่สวยงามน่าดู

       ตามีบ่อโบกปูน และมีกระถางปูนใหญ่ๆ ไว้สำหรับเพาะเลี้ยงปลากัด ที่ริมรั้วด้านหลังห้องปลากัด ใต้ต้น คัดเค้าที่ขึ้นรกจนเป็นล่มด้วย (ในช่วงระยะนี้ ผู้คนในหมู่บ้านเริ่มมีมากขึ้น บางบ้าน เริ่มล้อมรั้วกันบ้างแล้ว) ตาจะทำการผสมพันธุ์ ปลากัดเอง จากพ่อพันธุ์ที่เก่งผ่านการแข่งขันชนะ จากสนามกัดปลามาแล้วหลายครั้ง ทุกๆ วัน ตาจะต้องออกหาช้อนลูกน้ำ และลูกไร มาเลี้ยงปลากัดเหล่านั้น ห้องปลากัดของตาจะห้ามไม่ให้ใครเข้าไปยุ่ง

      หลายๆ วันตาก็จะเปลี่ยนน้ำในโหลปลากัด แม่จะชอบดูตาค่อยๆ ช้อนปลากัดออกจากโหลทีละโหล ตาจะช้อนปลาด้วยกรวยกระดาษที่ตาทำเอง (เหมือนกรวยตามตู้น้ำดื่ม) ตาจะทำกรวยด้วยกระดาษแข็งอย่างเรียบร้อยและสวยงามเย็บและติดกาว แล้วติดทับปลายไม้เล็กๆ ซึ่งเหลาไว้ยาวขนาดไม้บรรทัด 2 อัน แล้วราดกระดาษกรวยด้วยเทียนซึ่งทำให้ละลายด้วยความร้อนเป็นน้ำเทียน ทิ้งให้เย็น กรวยกระดาษอันนี้ก็จะมีเทียนเคลือบอยู่โดยรอบทำให้ไม่เปียกน้ำ และใช้งานได้นาน ตาทำกรวยกระดาษแบบนี้ไว้หลายอัน ตาจะตักปลาแต่ละตัวในโหลด้วยกรวยกระดาษนี้ ช้อนตักปลาทีละตัว ใส่ถังน้ำที่เตรียมไว้ แล้วนำโหลไปล้างเปลี่ยนใส่น้ำใหม่ แล้วก็ตักปลาในถังกับคืนสู่โหล เรื่อยไปจนหมดทุกโหล

       ในบางครั้งก็จะมีเพื่อนบ้านนำปลากัดมาประลองกัน หรือมาดูปลากัดกับตาอยู่เสมอ การแข่งขันกัดปลาจะมีสนามแข่งขัน หรือเรียกกันว่า ”บ่อนไก่” คือมีทั้งการชนไก่ และกัดปลา ที่บ่อนนั้นอย่างถูกกฎหมาย ถ้าแข่งกันที่บ่อนเถื่อนก็จะผิดกฎหมาย ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับได้ เด็กผู้หญิงก็จะไม่ค่อยสนใจเกมกีฬาประเภทนี้เท่าไรนัก

วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553

จักสาน

      ตาของลูกจะชอบนั่งจักและเหลาตอก หรือจักสาน ส่วนใหญ่ตาจะทำเป็นเครื่องใช้สอยในบ้านและเครื่องมือหาปลา อยู่ใต้ถุนบ้าน ตาเป็นคนมีฝีมือในการจักสาน การจักตอก ตอกของตาจะบางและเหนียว  ตอกนั้นทำจากไม้ไผ่ที่ปล้องยาวๆ มาตัดช่วงระหว่างปล้องของมัน แล้วผ่าออกเป็น 4 ชิ้น จาก 4  เป็น  8  ตาต้องเลือกไม้ไผ่ที่กำลังพอดีไม่อ่อนหรือแก่มากไป  ตาจะใช้มีดที่เรียกว่า มีดเหน็บ (อีเหน็บ) เป็นมีดอันใหญ่ตรงกลาง ส่วนปลายเรียวแหลมโคนเล็ก   เป็นมีดที่ตาจะลับด้วยหินลับมีดไว้คมมากสำหรับใช้จักตอก

มีดเหน็บหรืออีเหน็บของตาที่ใช้อยู่ประจำ

      หินที่ตาใช้ลับมีดมี 2 ก้อน ก้อนใหญ่สีเหลืองเนื้อละเอียด ก้อนสีอิฐเนื้อหยาบ เมื่อผ่าไม้ไผ่ออกแล้วจึงค่อยๆ กดมีดบนไม้ที่ผ่าไว้เป็นชิ้นบางๆ ยาวโดยตลอดชิ้นไม้ ไม่ให้ขาดจากกัน ถ้าขาดก็ใช้ไม่ได้ต้องทิ้งไป  แล้วก็เหลา (เกลา) ให้บางซึ่งต้องใช้ฝีมือและความชำนาญ  จึงจะได้ตอกที่บางสม่ำเสมอทั้งเส้น  ตาจักตอกเก็บไว้ใช้ครั้งละมากๆ เวลาจะใช้ตอกก็นำตอกมาแช่น้ำไว้ การแช่น้ำจะทำให้ตอกเหนียวและใช้มัดกำสิ่งของ ตอกจะไม่หัก
( ปัจจุบันใช้หนังยาง )

หินรับมีดสีอิฐเนื้อหยาบ
      เมื่อแม่ยังเด็กนั้นหนังยางยังไม่ค่อยมีใช้  เนื่องจากวันๆ ชาวบ้านไม่ค่อยได้จ่ายเงินหาซื้อสิ่งของกันนัก  จะซื้อแต่ของใช้จำเป็นที่หาและจัดทำเองไม่ได้เท่านั้น เช่น ถุงพลาสติกไม่มี  ใช้ใบตองห่อของและมัดด้วยตอกที่จักสานกันเอง ตายังทำตอกไพรเส้นกลมๆ และทำเรียดเครื่องมือสำหรับชักหวายให้เป็นเส้นกลมหรือแบนขนาดต่างๆ ซื่งเป็นเครื่องมือที่ทำจากแผ่นฝาน้ำตาลปีบ หรือฝาปีบน้ำมันก๊าดสังกะสี นำมาเจาะรูตามขนาดที่ต้องการ ไว้สำหรับชักหวายเพื่อทำขอบหรือริมเครื่องจักสานให้ยาย ไม้ไผ่สำหรับใช้จักสานนั้น  ก็ไม่ต้องซื้อหาจากที่ไหน ที่หมู่บ้านมีกอไผ่อยู่มากมายตามชายคลอง หรือตามรอบๆ หมู่บ้าน  ใครจะใช้ก็ไปตัดเอามาใช้ได้ตามสบาย
หินรับมีดสีเหลืองเนื้อละเอียด 

     ยายของลูกเป็นคนขยันและหารายได้เก่ง  ในช่วงที่ตายังทำงานอยู่ที่บริษัทปูนซีเมนต์ไทย (โรงปูน)นั้น แม่ยังเล็กมาก ยายมีฝีมือทางด้านจักสาน  เช่นเดียวกับตา ยายจะสานของใช้เช่นตะกร้าได้สวยงาม  คือเป็นของใช้ที่ไม่ใหญ่นัก ส่วนตาจะถนัดสานของใหญ่เช่น สุ่มไก่หรือทำเครื่องมือหาปลาเช่น ลอบ สุ่มฯลฯ

      ยายเล่าว่ายายสานตะกร้าที่ทำจากหวายขาย ยายสานแบบใช้เส้นหวายชักเรียดขัดและพันตะกร้าโดยไม่ใช้ตะปูตีแบบที่ทำขายในปัจจุบันนี้ ตะกร้ายายสวยและทนจากการที่ไม่ใช้ตะปู การสานตะกร้าโดยใช้ตะปูตี เมื่อใช้ไปสักพักจะทำให้ตะปูถอนตัวเกี่ยวติดเสื้อผ้าของผู้ใช้เสียหายได้ ตะกร้าที่ยายสานสวย แม่พอจะจำได้ว่าตะกร้ายายขายดี ยายทำได้เท่าไรก็ขายได้หมด (ในยุดนั้นไปตลาดซื้อกับข้าวทุกเช้าทุกคนต้องถือตะกร้าไปใส่ของ แม่ค้าไม่มีถุงพลาสติกใช้เหมือนปัจจุบัน) เก็บเอาไว้ใช้บ้างนิดหน่อยเมื่อเลิกสานตะกร้าคนก็มาขอซื้อไปจนหมด เมื่อตาออกจากงานที่บริษัทปูนซีเมนต์ไทย ยายต้องขายของหาเงินมาใช้จ่ายในบ้านไม่ได้สานตะกร้าขายอีกเลย มาปัจจุบันแม่คิดแล้วเสียดายยิ่งนักที่ไม่ได้สนใจเก็บตะกร้าสานสวยๆฝีมือยายไว้บ้างเลย

เล่าไว้ก่อนที่จะลืม

     วันนึ้เป็นวันอาทิตย์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2539 มีเหตุการณ์ที่สำคัญๆคือ เป็นวันประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) โดยพระราชพิธีเริ่มตั้งแต่เช้า
      ขณะที่เขียนบันทึกนี้เป็นเวลาค่ำหลังจากดูข่าวและทำภารกิจในบ้านเรียบร้อยแล้ว แม่หวนนึกถึงเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านพบมาในชีวิตจริง และความเป็นอยู่ของผู้คนในยุคสมัยที่แม่ยังเป็นเด็ก สิ่งที่เคยพบเคยเห็นช่างแตกต่างกับปัจจุบันอย่างมากมาย ความเจริญที่มีเพิ่มมากขึ้น ทำให้วัฒนธรรม-ประเพณีที่ดีงามและปรากฏการทางธรรมชาติ บางสิ่งบางอย่างที่หายไป ไม่มีให้เห็นอีกแล้ว ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจ จับปากกาขึ้นมาเขียนความทรงจำเก่าๆ ที่พอจะจำได้เกี่ยวกับวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และความเป็นอยู่ของผู้คนในยุคสมัยนั้น ค่อยๆเรียบเรียง มาเขียนเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่นึกได้จำได้ ซึ่งการเรียบเรียงลำดับเหตุการณ์ต่างๆ อาจไม่ต่อเนื่องกันนัก นึกอะไรได้ก่อนก็เขียนเล่าไปเรื่อยๆก่อนที่จะหลงลืม

       เพิ่อเก็บไว้ให้ลูกให้หลาน หรือผู้ที่ได้อ่าน ได้รับรู้เรื่องราว เกี่ยวกับวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คน ในหมู่บ้าน ตำบล และอำเภอใกล้เคียงที่แม่เกิดและเติบโตขึ้นมา แม้จะเป็นเพียงส่วนเสี้ยวเล็กๆของสังคมไทยเราก็ตาม
    
       ประเพณีและวัฒนธรรมเดิมยังมีอยู่ แต่วิถีชีวิต และความเป็นอยู่ของผู้คน การแสดงออกตามประเพณีและวัฒนธรรม การละเล่นต่างๆ แตกต่างจากสมัยที่แม่ยังเป็นเด็กมากมาย มีสิ่งดีๆ หลายอย่างที่หายไป ไม่มีวันที่จะหวนกลับมาได้อีก ทำให้แม่เกิดแรงบันดาลใจ เขียนความทรงจำเหล่านี้เก็บไว้ก่อนที่จะลืม

 
แม่

10 มี.ค. 2539