วันอังคารที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2553

อาบน้ำ

       ในช่วงหลังบริษัทปูนซีเมนต์ไทย ได้ขยายโรงงานออกมาถึงโรงเรื่อย ได้รื้อบ้านพักพนักงาน และปิดรั้วให้เข้าออกที่ประตูด้านหน้า เวลานั้นแม่เริ่มรุ่นๆสาวแล้ว แม่และเพื่อนๆ จึงไปอาบน้ำที่ศาลาท่าน้ำบ้านกำนันพัฒน์ ซึ่งเป็นกำนันเก่าที่เสียชีวิตไปแล้ว เป็นบ้านชั้นเดียวใต้ถุนสูงทำด้วยไม้สักหลังใหญ่สวยมาก หลังคาทรงปั้นหยามุงกระเบื้องสีแดง ในสมัยนั้นไม่เคยเห็นบ้านไหนใหญ่และสวยมากไปกว่าบ้านหลังนี้ยังติดตรึงอยู่ในใจมาช้านาน บ้านมีบริเวณกว้างขวางเนื้อที่ติดริมน้ำล้อมรั้วด้วยลวดหนาม มีไม้ดอกไม้ผลอยู่มากมาย ที่ชอบและเคยทานผลไม้ของบ้านนี้คือชมพู่ม่าเหมี่ยวที่มีรสชาติดีและอร่อย (ไม่เคยกินมาก่อนแถวที่บ้านไม่มีใครปลูก)
       กำนันมีลูกคนเดียวเป็นชายชื่อ เกื้อ (หวนมานึกทบทวนย้อนหลังไปน่าจะเป็นบ้านหลังนี้นี่เองที่ติดอยู่ใต้สำนึกตลอดมา เมื่อปลูกบ้านที่อยู่ในปัจจุบันจึงมีส่วนคล้ายหลายอย่างเช่นหลังคาบ้านที่เจาะจงทรงปั้นหยา หลังคาก็มุงกระเบื้องซีแพคโมเนียร์สีแดงกุหลาบ ปลูกไม้ดอกไม้ผลที่หายาก ที่สำคัญมีศาลาท่าน้ำ)

ทางเดินผ่านสวนเข้าบ้านปัจจุบัน 12/10/53

บ้านหลังคาทรงปั้นหยา
แม่น้ำสุพรรณ (ท่าจีน) ภาพถ่ายจากศาลาท่าน้ำ

ศาลาท่าน้ำ 12/10/53
        บ้านกำนันอยู่ด้านหลังโรงเรียน เลาะตามแม่น้ำไป เป็นช่วงที่แม่น้ำป่าสักไหลผ่าน เหนือเขื่อน พระราม 6 และมีคลองแยกมาข้างโรงเรียนติดฝั่งตลาด เพื่อให้เรือผ่าน เข้า – ออก อ้อมไปเชื่อมกับแม่น้ำป่าสักใต้เขื่อน ตรงหน้าวัดสะตือได้นั่นเอง เป็นความชอบ ที่ประทับใจในการใช้ศาลาท่าน้ำอาบน้ำ ซักผ้าและเล่นน้ำในวัยขนาดนั้น เป็นความฝันที่ฝังใจมานานที่อยากมีบ้าน ที่มีศาลาท่าน้ำเป็นของตัวเอง

       การเดินจากบ้านไปอาบน้ำที่ศาลานี้ได้ ต้องเดินผ่านวัดถลุงเหล็ก ข้ามถนนหน้าโรงเรียนเดินข้างรั้วโรงเรียนข้างบ้านพักครูเดินลัดเลาะผ่านอู่ซ่อมเรือ ซึ่งเราจะเรียกกันว่า “คานเรือ“ และเดินผ่านโรงไม้จึงถึงสะพานไม้ยาว เดินตามสะพานที่น้ำตื้นๆไปศาลาท่าน้ำที่อยู่ลึกออกไป
แม่น้ำป่าสักหลังเขื่อน พระราม 6

      บ้านกำนันสร้างศาลาท่าน้ำไว้ดี เป็นศาลาไม้มีบันไดยื่นลงในน้ำทั้ง 2 ด้าน มีทางเดินทำด้วยไม้จากริมตลิ่งไปยังศาลาซึ่งยื่นไปในน้ำซึ่งลึกมากพอสมควร ท่าน้ำนี้เจ้าของอนุญาตให้ใช้อาบน้ำและซักผ้าได้ โดยไม่หวงห้าม เป็นที่เล่นน้ำกันได้อย่างสนุกสนานของเด็กๆรุ่นเดียวกัน หรือรุ่นโตๆกว่าหน่อยก็จะชวนกันไปอาบน้ำที่ท่าน้ำนี้ การไปอาบน้ำก็จะนุ่งผ้าถุงกระโจมอกกันไปจากบ้านเลย ห่มทับด้วยผ้าขนหนูกันทุกคน ไปกันครั้งละ 5-6 คน พอใกล้เวลา16.30 น.ก็เปลี่ยนผ้าสำหรับอาบน้ำมีถังใส่ผ้าไปซัก ตะกร้าสบู่ และผงซักฟอก คล้องแขนไปคนละใบ ซึ่งผงซักฟอกที่มีอยู่ในสมัยนั้นชนิดเดียวคือ แฟบ คนทั่วไปจึงเรียกผงซักฟอกกันติดปากว่า แฟบ โดยใช้ซักผ้าและใช้ล้างจาน (ยังไม่มีน้ำยาล้างจาน) นอกจากแฟบแล้ว มีก็แต่สบู่ชันไรย์ ใช้ซักผ้า ขัดหม้อขัดขันอลูมิเนียม หรือล้างจานอีกเท่านั้น แม้ว่าต่อมาจะมีผงซักฟอกชนิดอื่นๆผลิตออกมาใหม่ๆก็ยังเรียก แฟบ กันอยู่นั่นเอง เช่นเดียวกับยาสระผม มียีห้อเดียวคือ แฟซ่า เป็นยาสระผมชนิดผง(ไม่เป็นน้ำเหมือนปัจจุบัน) ซองมีสีขาวและเขียว ขายราคาซองละ 50 สตางค์

      วิธีซักผ้าของแม่ก็เทผ้าลงบนพื้นบันไดท่าน้ำเอาถังใส่น้ำครึ่งหนึ่งแล้วใส่แฟบไป ตีน้ำแรงๆ ให้ขึ้นฟอง จากนั้นก็นำผ้ามาขยี้ที่ละชิ้นจนหมด จากนั้นก็เทน้ำแฟบในถังลงน้ำและล้างถังน้ำให้สะอาด ผ้าที่วางไว้ก็เอามาส่ายในน้ำจนสะอาด แล้วบิดให้หมาดใส่ถังไว้การซักผ้าด้วยวิธีนี้ผ้าจมหายโดยไม่รู้ตัวบ่อยมาก

      เมื่อซักผ้าเสร็จแล้ว ก็เล่นน้ำกันเป็นที่สนุกสนาน ว่ายน้ำเล่นบ้าง ทำโป่งลอยเล่นบ้าง (พวกอยู่บ้านใกล้น้ำ จะรู้จักการทำโป่งเล่นน้ำกันอย่างดี) วิธีเล่นก็คือขมวดปมผ้าถุงที่นุ่งกระโจมอกไว้ให้แน่น ยืนในน้ำหรือบนขั้นบันไดครึ่งตัว ดึงชายผ้านุ่งด้านหนึ่งขึ้นพ้นน้ำ กำมือวักน้ำหรือพุ้ยน้ำให้ลมเข้าชายผ้านุ่งด้านที่เหลือจะอยู่ในน้ำ ผ้าก็จะโป่งขึ้นจนพอแก่ความต้องการ แล้วเอาสองมือรวบชายผ้าใต้น้ำไว้ ย่อตัวลงปล่อยเท้าที่เหยียบดินหรือขั้นบันไดไว้ ก็ลอยตัวเล่นน้ำได้อย่างสบาย โดยใช้เท้าพุ้ยน้ำไปได้ใกล้หรือไกลตามถนัด ไม่มีการหงายท้องหรือโป่งหลุดจมน้ำอย่างแน่นอนถ้าขมวดผ้าบนหน้าอกให้ดีไม่ให้หลุดได้

       การเล่นน้ำอีกอย่างคือขึ้นไปยืนบนม้านั่งศาลา จับปลายผ้านุ่งให้กว้างหน่อยๆ ให้แน่นแล้วกระโดดลงมาตรงๆผ้าก็โป่งลอยน้ำพุ้ยเล่นได้เหมือนกัน หรือกระโดดน้ำพุ่งแหลนเล่นก็ได้ เล่นน้ำกันจนพอใจและเย็นมากแล้วจึงชวนกันขึ้นจากน้ำ ผลัดผ้าอาบน้ำซัก เดินกลับบ้าน (การนุ่งผ้ากระโจมอกไปอาบน้ำแม่น้ำ ลำคลอง หรือบ่อ เป็นเรื่องปกติไม่เป็นที่น่าแปลกหรือน่าอับอาย เป็นวิถีชีวิตของผู้คนในยุคสมัยนั้น ที่ยังไม่มีน้ำประปาใช้)

ฤดูแล้ง

       ในฤดูแล้งเมื่อคลองหน้าบ้านถูกถมแล้ว ไม่มีน้ำใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น อาบ ทำกับข้าว ซักเสื้อผ้า ฯลฯ ทำให้เป็นที่ลำบาก แต่ละบ้านต้องขุดบ่อเก็บกักน้ำไว้ใช้  ที่ริมๆน้ำขึ้นถึงข้างคลอง (ในสมัยนั้นชาวบ้านไม่มีปากเสียง ทางการมาถมคลอง ก็ไม่สนใจชาวบ้านตลอดคันคลองว่าจะเอาน้ำที่ไหนมาใช้ ชาวบ้านจะต้องคิดแก้ไขหาวิธีอยู่รอดเอาเอง) การตักน้ำและหาบขึ้นมาใช้ จากตลิ่งที่สูงแบบเดินตัวเปล่า ก็เหนื่อยมากแล้ว เรียกว่าอาบน้ำแล้วเดินขึ้นมาถึงบนตลิ่งก็ร้อนจนเหงื่อออก การหาบน้ำเดินขึ้นจะเหนื่อยแค่ไหน ที่บ้านยายจะจ้างเขาตักน้ำใส่โอ่งมังกร (ตุ่ม) ราคาหาบละ 1 บาท (หาบก็คือปีบที่ใส่น้ำตาลหรือใส่ของอื่นๆ  แล้วเอาไม้ท่อนสี่เหลี่ยมเท่าปีบตอกตรงกลางผูกเชือกสำหรับใช้ไม้คานสอดหาบ คือ 2 ปีบ เท่ากับ 1 หาบ) ใส่ตุ่มไว้จนเต็มแล้วแกว่งด้วยสารส้ม ตุ่มหนึ่งๆ จุน้ำได้ 6-8 หาบ

       มีหญิงชาวจีนยากจนอยู่คน สามีสูบฝิ่นและขี้ยา (จริงแล้วมาจากครอบครัวเดิมที่ฐานะดี และสามีก็เป็นพี่ชาย ของเจ้าของร้านค้าที่ใหญ่ในตลาด) เราจะเรียกกันติดปากว่า “ยายซิ้ม ” (ไม่ทราบชื่อจริง)
ยายซิ้มเป็นคนรับจ้างตักน้ำในหมู่บ้านทุกหลัง การใช้น้ำจึงต้องใช้กันอย่างประหยัด

      ส่วนน้ำกินก็รองน้ำฝนใส่ตุ่ม เรียงรายไว้รอบบ้านพอกินได้ตลอดทั้งปีไม่เดือดร้อน ส่วนการอาบน้ำหรือซักผ้า ก็ต้องลงไปอาบหรือซักกันที่ริมตลิ่งข้างล่างแถวๆบ่อน้ำของตนเองที่ขุดกันไว้นั่นเอง ต้องมีถังตักน้ำและกะละมังถือลงไปด้วย ตักน้ำจากบ่อมาอาบและซักผ้านอกบ่อ เมื่ออาบน้ำและซักผ้าเสร็จแล้วก็ต้องตักน้ำใส่ถังหิ้วขึ้นมาจากตลิ่งด้วย เพื่อไม่ให้เสียเที่ยว เอาไปใส่อ่างไว้ล้างเท้าก่อนขึ้นบ้าน
ทุกบ้านจะมีอ่างใส่น้ำไว้ล้างเท้าก่อนขึ้นบ้านทุกครั้ง

       ถ้าปีไหนแล้งจัด น้ำในบ่อก็แห้งและเหม็นโคลน เราก็จะพากันไปขอใช้น้ำของบริษัทปูนซีเมนต์ไทย ที่ “โรงเลื่อย” เดินจากหมู่บ้านประมาณ 2 กิโลเมตร ด้วยการเดินไปตามคันนาหลังหมู่บ้าน ตัดขึ้นถนนไปยังบริเวณโรงเลิ่อยเก่าของบริษัทปูนซีเมนต์ไทย บริเวณนี้เป็นบ้านพักส่วนหนึ่งของพนักงานบริษัท มีลักษณะเป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูงแถวยาว 2-3 แถว ทาสีดำ แต่ละบ้านจะมีก๊อกน้ำประปา ของโรงงานตั้งอยู่ทุกบ้าน

       เราก็จะขออนุญาตยาม (รปภ.) ที่เฝ้าอยู่ที่ป้อม เข้าไปขอใช้น้ำซึ่งทางโรงงานไม่ห้ามเราจะหอบผ้าไปซักและอาบน้ำกันที่กลางแจ้ง ตรงนั้นอย่างสบาย (ไปกันครั้งละหลายๆคน)  การอาบน้ำก็จะใช้ผ้าถุงนุ่งกระโจมอก มีผ้านุ่งไปผลัดเปลี่ยน มีผ้าขนหนูไปเช็ดตัว อาบเสร็จก็ผลัดเปลี่ยนผ้ากันตรงที่โล่งใกล้ก๊อกน้ำนั่นเอง เป็นเรื่องปกติธรรมดาๆ ไม่อายกัน ไม่เป็นเรื่องประหลาดที่ใครๆจะมาสนใจ โดยปกติชาวบ้านส่วนใหญ่ก็อาบน้ำกันที่บ่อ คลอง หรือแม่น้ำกันอยู่แล้ว อย่างดีก็อาบจากตุ่มน้ำข้างบ้านวัฒธรรม
การอาบน้ำในห้องน้ำยังมาไม่ถึงหมู่บ้าน ขากลับก็กลับทั้งๆ นุ่งกระโจมอก ห่มทับด้วยผ้าเช็ดตัว  มากันเป็นกลุ่ม มีถังน้ำใส่ผ้าซักแล้วมาด้วย บางคนก็เอาถัง 2 ใบ พร้อมไม้คานหาบน้ำประปากลับมาไว้กินด้วย

เก็บหอยทราย - หอยขม

       แม่เคยไปงมเก็บหอยทรายและหอยตลับในคลองหรือแม่น้ำที่พื้นดินใต้น้ำเป็นดินทราย มาเป็นอาหารกับยายที่คลองเชื่อมกับแม่น้ำป่าสักตรงข้างวัดบึงลัฏฐิวัน ซึ่งเป็นคลองตัน (ปัจจุบันถมหมดแล้ว) คลองนี้พื้นเป็นดินทราย อยู่ข้างวัดบึงฯ เล็กน้อย





หอยทราย

       การเดินทางไปไหนสมัยนั้นก็คือการเดินจริงๆ ไปหาหอยทรายก็ไปกันหลายคนมีถังน้ำกันคนละใบ ถ้าจะเดินไปตามถนนที่ว่าก็ไกลมาก มีคลองส่งน้ำที่ 12 ของกรมชลประทาน (ส่งน้ำมาจากเขื่อนเจ้าพระยาที่จังหวัดชัยนาท มาลงแม่น้ำป่าสักที่หน้าวัดวังหิน) ขวางอยู่ พวกเราก็ใช้วิธีลอยคอข้ามคลอง 12 ซึ่งกว้างประมาณ 20 - 30 เมตรเท่านั้น การลอยคอข้ามน้ำนั้น  ไม่ใช่การว่ายน้ำข้ามคลอง เป็นการเดินลงน้ำเท่าที่เดินถึง แล้วใช้ถังวางบนน้ำใช้ 2 มือเกาะขอบถัง ใช้เท้าพุ้ยน้ำเคลื่อนตัวไปข้างหน้า จนถึงอีกฝั่ง  ขึ้นจากคลองแล้วก็เดินต่อไปอีกกว่าจะถึงคลอง ที่จะไปเก็บหอยทรายซึ่งเป็นคลองตันเชื่อมจากแม่น้ำป่าสัก

       น้ำในคลองฯนี้ไม่ลึกนัก ตรงไหนน้ำตื้นๆ แม่ก็จะใช้มืองม คุ้ยไปตามทราย ถ้าตรงไหนน้ำลึกก็จะใช้เท้าเหยียบคุ้ยๆ ถูกตัวหอยก็ดำน้ำลงไปเก็บ ทำอย่างนี้เรื่อยไป จนกว่าจะได้หอยทรายพอตามต้องการ จึงจะชวนกันกลับ

         หอยทรายหรือหอยตลับเป็นหอยที่สะอาดไม่สกปรก เนื่องจากอยู่ในดินทราย เมื่อหาเก็บมาได้ก็ล้างให้สะอาดนำมาต้มใส่ตะไคร้ หรือใบโหระพาด้วยก็ได้ ต้มพอเดือดยกลงเทน้ำทิ้ง ตำน้ำจิ้มด้วยพริกขี้หนูสด กระเทียม แล้วบีบมะนาวและเยอะน้ำปลา ใช้ไม้เสียบจิ้มดึงตัวหอยออกจากเปลือก กินกับข้าวสวยร้อนๆ เป็นที่เอร็ดอร่อยมาก การเก็บหอยทรายต้องเลือกเก็บในเวลาข้างขึ้น หอยทรายจะตัวอ้วนขาวไม่มีลูก ถ้าเก็บข้างแรมตัวหอยจะผอมและมีลูกติด หอยทรายเป็นอาหารที่แม่ไม่ได้กินมานานกว่า 10 ปี แล้ว

       ส่วนหอยขมที่พวกผู้ใหญ่ชอบมากอีกอย่าง เด็กๆจะไม่ชอบหอยขมนัก แต่การเก็บหอยขมก็เป็นที่สนุกอีกเช่นกัน หอยขมไม่ต้องไปหาไกลคลองหน้าบ้านที่ถูกโคลนทับถมนั้น มีหอยขมอยู่มากมาย คลองหน้าบ้านน้ำจะขึ้นลงเป็นเวลา บางวันขึ้นตอนเช้าพอตกเย็นน้ำก็จะลงจนเกือบแห้ง หรือขึ้นช่วงเย็นพอเช้าน้ำแห้ง พวกเด็กๆก็จะลุยโคลนหาเก็บหอยกันอย่างสนุกสนาน เนื้อตัวและเสื้อผ้าดำปี๋มีแต่โคลนทั้งนั้น (งานแบบนี้แม่ไม่เอาด้วยขอเป็นผู้ดูเท่านั้น) หอยขมเมื่อเก็บมาแล้วก็ล้างให้สะอาดและใส่ถังแช่น้ำไว้ 1 คืน มีเทคนิคในการให้หอยขมอ้าปากคลายดิน และไม่เหม็นโคลน ให้ทุบพริกขี้หนูสด 3 - 4 เม็ด ใส่ลงในถังน้ำที่แช่หอยขม หอยจะอ้าปากคายดินออกมาเอง เวลานำมาแกงจะไม่มีดินและโคลนติดอยู่ในตัวหอยเลย


หอยขม

       หอยขมเอามาทำแกงคั่ว ผู้ใหญ่ชอบมาก แกงคั่วหอยขมที่ทำกินกัน ต่างกับที่เขาแกงขายกันในปัจจุบัน คือแกงแบบทั้งเปลือกหอยเลย เพียงล้างหอยขมหลายน้ำให้สะอาดตัดก้นหอยออก แล้วล้างน้ำอีกครั้งก็ใส่หม้อแกงได้ เวลากินก็ใช้ปากจุ๊บออก การกินแกงหอยขมนี้บางคนทำอย่างไรก็จุ๊บตัวหอยออกจากเปลือกไม่ได้ ต้องหาไม้จิ้มตัวหอยออกมาทุกครั้งเป็นประจำ (เช่นพ่อของลูก) มีเทคนิคอยู่นิดเดียวเอง ในการจุ๊บตัวหอยออกมาได้ การจุ๊บตัวหอยออกมากินได้เอง  รสชาติจะอร่อยมากกว่าการใช้ไม้จิ้ม เนื่องจากมีน้ำแกงในตัวหอยผสมรวมในเปลือกด้วย

หอยตลับ

หุงข้าวเช็ดน้ำ

       พอโตขึ้นหน่อยเด็กผู้หญิงจะไม่ค่อยมีเวลาเล่นมากนัก เด็กผู้หญิงอายุ 8 - 9 ขวบ ต้องหุงข้าวเป็น ทำกับข้าวง่ายๆได้ แม่ก็ไม่แตกต่างจากเด็กผู้หญิงอื่นๆ การหุงข้าวนั้นเป็นการหุงแบบเช็ดน้ำ ไม่ใช่ของง่ายๆนักหรอก ใช้เวลาในการหุงข้าวครั้งละชั่วโมงกว่าจึงหุงข้าวเสร็จ พอแม่กลับจากโรงเรียนจะต้องรีบกลับมาติดไฟถ่านหุงข้าว กวาดบ้านและถูบ้านเป็นประจำ


       การหุงหาอาหารใช้เตาถ่านหรือบางครั้งก็เตาฟืน เตาถ่านเป็นเตาที่ปั้นจากดินเผา ตรงกลางจะมีรังผึ้ง (เป็นตะแกรงสำหรับรองถ่านในเตา ปั้นจากดินเผาเป็นแผ่นกลมๆ ใส่เตาได้ตามขนาดของเตา มีรูเล็กๆ ไว้เป็นช่องระบายอากาศ) การติดไฟก็ไม่ยาก หาเชื้อไฟเก็บไว้เป็นเศษไม้ มาแจรก (อ่านว่า เจียก คือทำให้แยกหรือแตกออก) เป็นชิ้นเล็กๆ ยาวขนาดฝ่ามือแจรกใส่ปี๊บเก็บไว้ หรือจะเป็นกาบมะพร้าวมาฉีกหรือหั่นเก็บไว้ก็ได้

      ขั้นตอนต่อไปของการติดไฟก็คือ ถ้าใช้กาบมะพร้าวเป็นเชื้อไฟ เอากาบมะพร้าวที่ฉีกหรือหั่นเก็บไว้มาวางไว้บนตะแกรงเตาก่อน เอาถ่านวางลงไปอย่าให้แน่น พอให้อากาศผ่านได้ จากนั้นก็เอาถุงกระดาษห่อของที่เก็บไว้สำหรับติดไฟมาค่อยๆแกะออก กลางอ่านให้หมดทุกเรื่องทุกตัวอักษรก่อนทุกครั้ง จึงขยุ้มใส่ใต้เตาเอาไม้ขีดไฟจุดที่กระดาษก่อน (มีไม้ขีดไฟอยู่ 2 ยี่ห้อคือตราพญานาค และตราสวัสดี) และใช้พัดให้ไฟลุกติดกาบมะพร้าว ถ่านก็จะติดไฟจากเชื้อของกาบมะพร้าว การติดไฟด้วยวิธีนี้ควันไฟจะคลุ้งตลบอบอวล

        แต่ถ้าติดไฟโดยใช้เศษไม้ที่แจรกชิ้นเล็กๆไว้ ก็ใช้มือขยุ้มกระดาษวางบนรังผึ้งเตาแล้วค่อยๆเรียงเศษไม้ไว้บนกระดาษ และวางถ่านเพียง 3 - 4 ก้อนไม่ให้เศษไม้ล้มจึงขีดไฟที่กระดาษเศษไม้จะค่อยๆ ติดไฟ เมื่อเศษไม้ติดไฟลุกดีแล้วจึงค่อยวางถ่านลงไปจนเต็มเตา ติดไฟด้วยวิธีนี้ควันไฟจะไม่มากนัก การติดไฟทำกับข้าวนี้ ถ้ามองแต่ไกลๆ พอได้เวลาที่จะต้องทำอาหารกันในเวลาเช้าและเย็น ก็จะเห็นควันไฟจากบ้านโน้นบ้าง บ้านนี้บ้างเป็นม่านควันจางๆ ไร่เรียงกันไปทุกๆบ้าน

       ช่วงที่ติดไฟกว่าถ่านจะแดงจนหมดควัน ก็จะตวงข้าวใส่หม้อถ้ามีกรวดหรือกลากข้าวก็เก็บออกก่อน นำไปล้างซาวด้วยน้ำให้สะอาด สัก 2 ครั้ง เทน้ำซาวข้าวทิ้งแล้วใส่น้ำในหม้อข้าวให้ท่วม 2-3 เท่าของข้าวที่หุง น้ำซาวข้าวนี้ใช้ประโยชน์ในการดองผักได้หลายชนิด หม้อที่ใช้หุงข้าวเป็นหม้ออลูมีเนียมหรือหม้อดิน แม่ไม่เคยใช้หม้อดินในการหุงข้าว การใส่น้ำหุงข้าวเท่าใดต้องอาศัยความชำนาญ กะน้ำเอาเองถ้ากะคร่าวๆ ก็ต้องน้ำ 3 เท่าของจำนวนข้าว พอหมดควันไฟแล้วก็ยกหม้อข้าวมาตั้ง หมอข้าวนี้จะหนักมาก พอตั้งแล้วสักพัก ต้องเปิดฝาหม้อใช้ทัพพีคนข้าวในหม้อมิฉะนั้นข้าวจะติดก้นหม้อทำให้ข้าวไหม้ได้ การหุงข้าวแบบนี้ไม่ง่ายเหมือนปัจจุบันที่หุงข้าวด้วยหม้อไฟฟ้า เสียบปลั๊กกดเปิด แล้วไปไหน หรือทำไรก็ได้ไม่ต้องคอยนั่งเฝ้า คอยใช้ทัพพีคน และตักฟองข้าวออกทิ้ง เมื่อข้าวเดือดให้เปิดฝาหม้อวางไว้ถ้าเผลอหรือไปทำอะไร ปล่อยข้าวเดือดจนล้นออกมา หม้อข้าวจะเปื้อนเลอะเทอะและน้ำจากหม้อข้าวจะไหลลงเตาทำให้ขี้เถ้าฟุ้งออกมาขาวไปหมด

       การหุงข้าวจึงต้องนั่งอยู่ไม่ไกล ต้องคอยมาดู ต้องกะเวลาเป็น พอข้าวเดือดพลั่กๆ ต้องคอยคน และตักเมล็ดข้าวออกมาดูว่าข้าวสุกหรือยัง ถ้ายังหุงข้าวไม่เก่งดูเมล็ดข้าวไม่เป็น ก็ต้องคอยใช้ทัพพีตักข้าวขึ้นมาใช้นิ้วหยิบบี้เมล็ดข้าวดูว่าสุกหมดหรือยัง คือถ้าลองบี้แล้วเมล็ดข้าวข้างในยังแข็งอยู่บี้เป็นเม็ดๆ ก็ต้องเคี่ยวต่อไปอีกจนข้าวสุก สำหรับคนที่หุงข้าวจนชำนาญแล้วแค่ตักเมล็ดข้าวออกมาดูเท่านั้นก็รู้ว่าข้าวสุกหรือไม่สุก

       เมื่อข้าวสุกได้ที่แล้วก็ยกหม้อข้าวลงจากเตาซึ่งต้องระวังมากหม้อข้าวทั้งหนักทั้งร้อน การยกหม้อข้าวลงจากเตาต้องใช้ผ้าจับหูหม้อทั้ง 2 ข้าง ค่อยๆเทน้ำข้าวลงในอ่างจนถึงเมล็ดข้าว วางหม้อข้าวและปิดฝาให้สนิทใช้ไม้ขัดหม้อข้าวสอดไม้เข้าไปที่หูทั้งสอง โดยผ่านหูของฝาหม้อด้วย แล้วยกขึ้นวางบนไม้ที่ทำไว้ลองโดยเฉพาะบนปากอ่าง เพื่อให้น้ำข้าวไหลออกจากหม้อให้หมด (ข้าวเสด็จน้ำ) เหลือแต่เมล็ดข้าว

       จากนั้นก็ราไฟในเตา โดยใช้เหล็กคีบถ่านที่เป็นเหล็กแบนยาวๆ 2 ข้างเชื่อมติดกัน คีบถ่านออกใส่ไหใบเล็กๆปิดให้ถ่านดับด้วยกะลาเสียบ้าง ให้เตาลดความร้อนลงบ้างแล้ว ยกหม้อข้าวขึ้นตั้ง เรียกว่าดงข้าวโดยวิธี ตั้งตรงบ้าง เอียงซ้ายบ้าง ขวาบ้าง สลับกันไป คอยหมั่นพลิกหม้อข้าวกลับไป-หมา เพื่อไม่ให้ข้าวไหม้ ในช่วงนี้ใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำบิดให้หมาด เช็ดทำความสะอาดหม้อข้าวทุกด้าน เมื่อดงข้าวได้ที่แล้วก็ยกหม้อข้าวลง ทำกับข้าวต่อไป ถ้าจะกินน้ำข้าวก็รินน้ำข้าวใส่ถ้วยไว้ก่อนเช็ดข้าว (ข้าวสุกแล้วการเทน้ำข้าวออกให้แห้งเรียกว่าการเช็ดข้าว) แล้วจึงเทน้ำข้าวที่เหลือลงอ่างเอาไว้เลี้ยงหมา การหุงข้าวแบบเช็ดน้ำนี้กว่าจะหุงเป็น จนได้ที่ให้ข้าวร่วนสวยนั้นแต่ละคนก็จะผ่านการหุงข้าวดิบ แฉะ ไหม้ หรือสุกๆดิบๆ กันมาก่อนแทบทั้งนั้น

หลวงพ่อโต –วัดสะตือ

       มีงานวัดอยู่งานหนึ่งที่เด็กๆ ใจจดใจจ่อ รอคอยอยู่ คืองานประจำปีปิดทองหลวงพ่อโตวัดสะตือ ซึ่งอยู่ไม่ไกลนักเดินตามถนนหน้าโรงเรียนผ่านตลาดผ่านที่ทำการสำนักงานชลประทานป่าสักใต้ จนถึงตัวสันเขื่อนพระราม 6 ไม่ต้องขึ้นที่สะพานสันเขื่อน ให้เดินเลาะไปตามตลิ่งริมแม่น้ำป่าสัก(ที่เป็นตลาดปลาริมเขื่อน)ทางใต้เขื่อนที่ผ่านวัดสะตือ มองเห็นพระนอนองค์ใหญ่หรือหลวงพ่อโตได้แต่ไกล มีคลองขวางอยู่ เป็นคลองที่ขุดตอนใต้ของเขื่อนอ้อมวัดสะตือลัดเลาะตลาดท่าหลวงเข้าประตูน้ำพระนเรศน์ ที่ติดต่อถึงหน้าโรงเรียนสำหรับให้เรือผ่านประตูน้ำเข้าแม่น้ำป่าสักทางเหนือน้ำได้


      คลองนี้เองที่ผ่านตลาดท่าหลวง แล้วอ้อมผ่านบริษัทปูนซีเมนต์ไทย โดยโค้งอ้อมกลับมาถึงหน้าบ้านเรา สิ้นสุดที่ถนนหน้าวัดถลุงเหล็กและอีกด้านของตลาดท่าหลวง ต้องข้ามเรือไปอีก แต่เป็นทางที่ไปวัดสะตือได้ใกล้และสะดวกที่สุด ในสมัยที่ยังไม่มีรถยนต์ และรถจักรยานยนต์มากมายเช่นปัจจุบันนี้

       ในสมัยนั้นเมื่อมีงานประจำปีของวัดสะตือ ทุกครั้งบริษัทปูนซีเมนต์ไทย จะล่งเรือปูน 2 ลำ มาเรียงต่อกันกั้นคลองเป็นทางเดินให้คนข้ามไปและกลับ เพื่อสักการะองค์หลวงพ่อโตที่วัดสะตือ ตรงจุดนี้ทุกปี ผู้คนจากที่ใกล้และไกลต่างหลั่งไหลกันมาอย่างไม่ขาดสาย จำได้ว่ามีคนตั้งโต๊ะนั่งเก็บเงินค่าเรือข้ามฟาก นำเงินเข้าวัดคนละ 50 สตางค์ หรือ 1 บาท ก็จำไม่ได้แน่นอน ต่อมาการเดินทางด้วยรถยนต์และรถจักรยานยนต์สะดวกมากขึ้น งานประจำปีวัดสะตือก็ไม่มีเรือปูนจอดให้ข้ามคลองนานแล้ว

                      ช่วงที่เรือปูนสองลำจอดให้คนเดินข้ามคลองจากถนนริมเขื่อนมาวัดสะตือ


       หลวงพ่อโตวัดสะตือเป็นพระพุทธรูปปางไสยาสน์องค์ใหญ่อยู่กลางแจ้ง เป็นที่เคารพบูชาของประชาชนทั้งใกล้และไกลตลอดมาเนิ่นนานแล้ว เล่ากันมาว่าสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี เป็นผู้สร้างพระนอนองค์ใหญ่นี้ เนื่องจากสมเด็จท่านมาถือกำเนิดในเรือที่จอดพักนอนอยู่บริเวณท่าน้ำหน้าวัด ท่านจึงมาสร้างพระพุทธรูปนอนองค์ใหญ่ไว้เป็นที่ระลึก



เพิ่มภาพน้ำท่วม 21/10/53

       ชาวบ้านใกล้เคียงและต่างถิ่นไกลล้วนนับถือหลวงพ่อโตองค์นี้ว่าศักดิ์สิทธิ์มาก ที่แม่ได้ยินจากผู้เฒ่าผู้แก่เล่ากันต่อๆมาถึงความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน คือเรื่องสมัยสงครามโลก การบอกเล่าไม่ชัดเจนว่าสงครามโลกครั้งที่ 1 หรือ 2 ฟังเหตุการณ์จากคำบอกเล่าแล้วคาดว่าเป็นสงครามครั้งที่ 2 เครื่องบินมาทิ้งระเบิดหลวงพ่อโตใช้มือซ้ายปัดลูกระเบิดไป ไม่ให้ตกในชุมชนแถบนั้นและข้อมือซ้ายขององค์หลวงพ่อโตเป็นรอยค่อยๆแตกร้าวไปจริงๆ เคยสอบถามผู้เฒ่าผู้แก่ว่ารู้ได้อย่างไร ก็ได้รับคำตอบว่าหลวงพ่อมาเข้าฝันบอก เล่าต่อกันมาจนไม่รู้ว่าเข้าฝันใครแล้ว

         มีอีกครั้งลูกสาวแพทย์ประจำตำบล ตกน้ำ ที่ใต้เขื่อนพระราม 6 ไม่ไกลสถานีอนามัยประจำตำบลไก่จ้นที่เป็นบ้านพักของแพทย์ด้วย ซึ่งเป็นตลิ่งสูงและน้ำไหลแรงมีผู้ช่วยเหลือทันไม่บาดเจ็บและไม่เสียชีวิต คำเล่าลือต่อมาคือพลวงพ่อโตช่วยรับเด็กไว้จึงไม่บาดเจ็บและไม่เสียชีวิต

          ผู้คนมากมายทุกสารทิศต่างมาสักการะและปิดทององค์หลวงพ่อโตกันเป็นประจำ โดยเฉพาะในวันงานประจำปี ในแต่ละปี ที่มีงานเทศกาล 2 ครั้ง คือ กลางเดือน 5 และกลางเดือน 12 (เดือนไทย ตามจันทร์คติ) โดยเฉพาะงานกลางเดือน 12 งานจะมี 3 วัน 3 คืน ในวันสุดท้ายของงานจะตรงกับวันลอยกระทงของทุกปี

       งานในตอนกลางวันผู้คนจะหลั่งไหลกันมานมัสการและปิดทององค์หลวงพ่อโตกันอย่างเนืองแน่น ล้นหลามจนต้องเดินไหลตามกันไป ทั้งๆที่ในยุคนั้นการเดินทางมาวัดไม่สะดวก ไม่มีรถประจำทางผ่านหนทางเป็นถนนลูกรังฝุ่นแดง ไม่สะดวกสบายเหมือนปัจจุบัน งานกลางวันไม่เก็บเงินค่าผ่านประตู และบ่ายๆมียังมีลิเกให้ดูฟรีอีกด้วย ในลานวัดมีทั้งผู้คน ทั้งร้านค้าที่นำสินค้าจากต่างถิ่นมาขายกันอย่างมากมาย

       ที่แม่ชอบและโปรดปรานมากทุกครั้งที่ไปงานปิดทองหลวงพ่อโตในเวลาเย็นๆแดดไม่ร้อน และคนมาจากที่ไกลๆกลับแล้ว คนไม่แน่นเดินในวัดได้สบาย ที่จะขาดเสียไม่ได้ทุกปีจนถึงปัจจุบันถ้ามีโอกาสได้ไปก็คือ สินค้าที่เป็นเครื่องจักสาน ที่ชาวบ้านจากอำเภอบางปะหัน หรือจากอำเภออื่นๆ ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยานำมาขาย โดยวางขายนอกรั้ววัด ริมแม่น้ำป่าสักไม่ไกลตรงที่แม่ข้ามเรือปูนและเดินตรงมาก่อนเข้าประตูวัด ตอนที่แม่เป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ยายของลูกก็จะซื้องอบเล็กๆสำหรับเด็กผู้หญิงให้ ตัวงอบปักดอกไม้ดอกเล็กๆด้วยเชือกฟาง สีเขียว แดง และเหลืองเป็นดอกบานชื่นบ้าง ดาวเรืองบ้าง น่ารักมากแม่สวมงอบไม่ยอมถอดเลย และใช้จนพัง มีงานอีกก็ซื้อใหม่ทุกครั้ง (ไม่เคยสนใจจดจำราคา)

        ส่วนยายของลูกก็จะเลือกซื้อเครื่องจักสานสำหรับใช้ในบ้าน เช่น กระชอน กระด้ง ฯลฯ เป็นต้น เป็นสินค้าที่แม่ค้าทำเองด้วยมือของตัวและยังมีของเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงฝากมาขาย อีกด้วย สินค้ามีมากอย่าง ทั้งชิ้นเล็ก ชิ้นน้อย ชิ้นกลางจนถึงชิ้นใหญ่ๆอย่างเช่นกระบุง ตะกร้าจนถึงซุ่มไก่ ขายดีมีคนมาเลือกหาซื้อกันไม่หยุด

        เครื่องจักสานที่ทำด้วยมือนี้แม้จะแบบเดียวกันก็จริงแต่ว่าแต่ละชิ้นจะแตกต่างกันที่ฝีมือในการจักสานชิ้นไหนทำได้ดีกว่ากัน ยายจะเลือกซื้องานชิ้นที่ดีและใช้ได้ถนัดมือเท่านั้น จนถึงทุกวันนี้ถ้าแม่มีโอกาสไปงานปิดทองหลวงพ่อโตที่วัดสะตือในช่วงเทศกาล แม่ก็จะเข้าไปเลือกซื้อเครื่องจักสานทุกครั้ง

       ในช่วงงานเดือน 12 นี้ โดยเฉพาะวันขึ้น 15 ค่ำ คนจะมากมายมาจากทุกทิศทุกทางที่มุ่งสู่วัดสะตือ คนมาเที่ยวสายที่ผ่านถนนหน้าโรงเรียนมากกว่าทุกเส้นทาง (ในยุคสมัยนั้น) หลังจากพักกลางวันแล้วเด็กๆ ไม่เป็นอันที่จะเรียนหนังสือกันแล้ว กระสับกระส่ายชะเง้อมองกันแต่ที่หน้าต่าง มองดูผู้คนที่เดินผ่านไปและกลับมากมายทั้งสองข้างของถนน ส่วนใหญ่หลังพักกลางวันแล้วเข้าเรียน ครูจะสอนทำกระทงกันเกือบทุกห้องจากวัสดุธรรมชาติคือกาบกล้วยและใบตองที่สั่งไว้ล่วงหน้าให้นำมาจากบ้าน เตรียมไว้ลอยกระทงในตอนกลางคืนถือเป็นประเพณีของท้องถิ่นเลย

      โรงเรียนจะปล่อยเด็กกลับบ้านเมื่อนักเรียนห้องไหนทำกระทงเสร็จก็กลับบ้านได้ ถ้าไม่ปล่อยกลับเร็วแบบนี้ จะมีเด็กมาโรงเรียนในวันนั้นน้อยมาก จริงแล้วตั้งแต่เช้าก็ไม่ค่อยได้เรียนหรอก ส่วนใหญ่ครูจะใช้วิธีสอนทำกระทงตั้งแต่ตอนเช้าโดยให้ทุกคนนำหยวกกล้วย ใบตอง ธูป เทียน ดอกไม้และไม้กัดมาจากบ้าน เด็กทุกคนต้องทำกระทงของตัวเองให้ได้และส่งก่อนพักกลางวัน พอเข้าเรียนก็คืนกระทงให้และปล่อยกลับบ้านเลยเด็กจะรีบกลับถึงบ้าน เพื่อไปเที่ยวและปิดทองพระที่วัดสะตือกับพ่อหรือแม่ที่รออยู่ที่บ้านในตอนบ่ายๆถึงเย็นกับครอบครัว โดยไม่เถลไถลเลย (ครูส่วนใหญ่ก็ไปเหมือนกัน)

        ที่วัดคนแน่นมากเดินแบบไหลตามกันไป ร้อนก็ร้อนคนก็มากเดินกันฝุ่นฟุ้ง กว่าจะถึงบริเวณที่ทางวัดจัดขายธูป เทียน ดอกไม้และทองคำเปลว ทางวัดมีถังใส่น้ำมนต์ใบใหญ่มีจอกเล็กๆ ลอยอยู่ ใครจะดื่มหรือตักใส่ขวดไปก็ได้ (หลายปีต่อมาทำเป็นบาตรพระลูกใหญ่สำหรับใส่น้ำมนต์) พระนอนองค์ใหญ่บริเวณที่คนเอื้อมมือปิดทองได้ถึงนั้นเหลืองอร่ามไปด้วยทองคำเปลวยาวตลอดทั้งองค์พระ

       เด็กๆ เมื่อปิดทองแล้วบังเอิญเอามือที่ติดเศษแผ่นทองคำเปลวไปเช็ดหน้าหรือแขนทองเปลวก็จะติดหน้า ติดผม ติดแขนกันแทบทุกคนหรือติดโดยตั้งใจก็มี เป็นการบอกว่าไปปิดทองที่วัดสะตือมาแล้ว ยายพาแม่มาปิดทองไหว้พระทุกปี เป็นเด็กนี้สนุก มองเห็นอะไรก็น่าดู น่ารื่นรมย์ไปหมด

       ในวัดมีคนมาออกร้านขายของเต็มพื้นที่ และจัดเนื้อที่เป็นทางสำหรับเดิน มีร้านยิงปืนไม้ก๊อก ชิงช้าสวรรค์ มอเตอร์ไซไต่ถัง ร้านขายของก็มากแม่ค้าก็มาก มีของทุกๆอย่างคนที่มางานวัดจากจังหวัดอื่นๆ ที่ใกล้เคียง หรือห่างไกลออกไปก็มี ยายจะพาแม่มาหาซื้อเครื่องจักสานที่มีอยู่หลายร้านส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านมาปิดทองและนำสินค้ามาขายด้วยราคาที่ไม่แพง เนื่องจากไม่ผ่านมือพ่อค้าคนกลาง ยายจะซื้อสินค้าจำพวกกระชอนกรองมะพร้าว กระด้งใบใหญ่ๆ ไว้ใส่ของตากแดด ตะแกรงไว้ช้อนปลา ช้อนกุ้งตรงชายน้ำอย่างที่เล่ามาแล้ว จากนั้นก็จะพาไปดูลิเก เมื่อลิเกเลิกแล้วจึงกลับบ้านกัน

      ส่วนงานลอยกระทงตอนค่ำคนยิ่งมาก เด็กๆจะไม่มีโอกาสได้ไปเที่ยว นอกจากผู้ที่อยู่ใกล้ๆวัดและเดินทางไปกลับสะดวกเท่านั้น ส่วนใหญ่จะเป็นหนุ่มสาวและผู้ใหญ่ไปเที่ยวงานลอยกระทงและดูมหรสพ มีภาพยนตร์(หนัง) กลางแจ้ง มีลิเก (นาฏดนตรี) อาจมีวงดนตรีลูกทุ่งมาปิดวิค ด้วยเป็นบางครั้ง งานกลางคืนทางวัดขายบัตรค่าผ่านประตู เด็ก 1 บาท ผู้ใหญ่ 3 บาทงานกลางคืนนี้กว่าที่แม่จะมีโอกาสไปเที่ยวก็อีกหลายปี ในตอนรุ่นสาวแล้ว

                                                                    เขื่อนพระรามหกถ่ายภาพจากริมตลิ่งหน้าวัดสะตือ


ยายขายขนม

       เมื่อแม่เรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ 2 ปลายปี ตาเข้าร่วมประท้วงกับคนงานก่อสร้างในกลุ่มนายกล้า (เจ้าของโรงเรียนเอกชนสอนเด็กประถมที่อยู่ไม่ไกลบริษัทปูนซีเมนต์ไทยนัก) ผลที่ตามมาผู้ที่ประท้วงถูกให้ออกจากงานทุกคนรวมตาของลูกด้วย คราวนี้ยายของลูกเลิกสานตะกร้า ต้องออกมาหารายได้ให้มากขึ้น ลูก 4 คนยังเล็กและเรียนหนังสือทุกคน


       ยายเลือกทำขนมขาย ยายทำขนมประกริมไข่เต่า ข้าวเหนียวถั่วดำ ลอดช่องเย็น หรือเผือก+ลอดช่องเขียวน้ำกะทิ ขนมบัวลอย ทำจนเต็มหาบมีถ้วยใส่ขนมมีถังไว้ใส่น้ำหิ้วติดมือไปด้วย บ่ายายคอนไม้คานหาบขนมที่หนักอึ้งขายเลี้ยงคนทั้งบ้าน พอทำเสร็จยายก็อาบน้ำแต่งตัวหาบขนมเดินจากบ้านไปขายจนถึงบ้านพักพนักงานบริษัทปูนซีเมนต์ไทย ที่อยู่ไกลมาก แต่ในสมัยนั้นเห็นการเดินแบบนี้เป็นเรื่องธรรมดา

       แต่เมื่อแม่หวนกลับมาคิดย้อนหลังแล้วสงสารยาย ยายทำงานที่หนักเกินแรงผู้หญิง (แต่ช่วงนั้นยายยังสาวและแข็งแรง) ช่วงนั้นแม่ยังเด็กไม่ได้คิดอะไร เพราะทุกคนก็ช่วยกันตาช่วยปอก ช่วยหั่น ช่วยต้มในการทำขนม ยายผสมและนวดแป้งสำหรับทำขนมบัวลอยไว้ตอนเย็น พอค่ำแม่ช่วยยายปั้นขนมบัวลอยเสร็จแล้วคลุมแป้งที่ปั้นไว้ด้วยผ้าดิบชุบน้ำบิดแห้งพอหมาด แล้วจึงจะได้นอน เช้ามืดก่อน 05.00 น.เด็กทุกคนจะถูกปลุกให้ตื่น มาช่วยงาน แม่ก็จะช่วยยายดูหม้อข้าวที่ยายตั้งไว้ก่อนแล้ว ยายไปตลาดแต่มืดเพื่อซื้อกับข้าวมาทำกินและซื้อของที่จะมาทำขาย แม่หุงข้าวและอุ่นของที่มีอยู่ และต้มถั่วดำที่แช่น้ำไว้ตั้งแต่เย็นวาน เมื่อยายกลับจากตลาดก็จะใส่น้ำตาลทรายและน้ำกะทิแล้วยกลง ทำกับข้าวต่อ เด็กอาบน้ำทานข้าวแล้วไปโรงเรียน ยายทำขนมต่อโดยมีตาคอยช่วยกว่าจะเสร็จและเตรียมตัวไปขายได้ก็สายมากแล้ว จากนั้นตาก็เก็บของที่ใช้ทำขนมล้าง (ถ้าเป็นวันที่โรงเรียนหยุดแม่ก็จะเก็บล้างเอง)

       ถ้าเป็นช่วงต้นตาลที่อยู่ติดบ้าน (อยู่ใกล้หน้าต่างบางทีหล่นใส่หลังคาบ่อยครั้ง) มีลูกแก่หล่นมาหลายลูกส่งกลิ่นหอม ยายก็จะเอามาทำขนมตาลขายด้วยการแกะเปลือกออกใส่ตะแกรงยีๆ คือจับลูกตาลหมุนด้วยมือยีให้เนื้อและน้ำตาลออกมา แล้วใส่ผ้าขาวบางผูกห้อยไว้ประมาณครึ่งวันให้น้ำตาลออกเหลือแต่เนื้อตาล หรือยีลูกตาลใส่ผ้าขาวบางทับน้ำไว้ทั้งคืนก็ได้ การโม่แป้งทำขนมต้องแช่ข้าวค้าง 1 คืน แล้วจึงโม่ด้วยมือแม่จะเป็นคนโม่แป้งประจำด้วยเครื่องโม่แป้งที่ใช้


ในภาพนี้ เป็นโม่ประจำบ้านอายุการใช้งานน้อยกว่าคนเขียน 8 ปี (29-06-53)
 และภาพกระต่ายขูดมะพร้าวของยายที่แม่เก็บไว้

      การโม่แป้ง ใช้ช้อนตักข้าวที่แช่ไว้ ที่ละช้อนหมุนโม่ไปในทิศทางเดียวกัน โม่ไปเติมไปถ้าโม่ฝืดก็เติมน้ำบ้างจนหมด เอาแป้งที่ทำเสร็จใส่ถุงผ้าดิบมัดและใช้อะไรหนักๆทับไว้ให้แห้ง (ไม่มีเครื่องรับจ้างโม่แป้งด้วยไฟฟ้า และยังไม่มีแป้งสำเร็จรูปขาย) แห้งแล้วเอาแป้ง มาผสมกับเนื้อตาล น้ำตาลทราย ให้เข้ากันดีไม่เหลว นำไปตากแดดให้ขึ้นฟู จึงใส่กระทงใส่มะพร้าวขูดเคล้าเกลือนึ่ง ยายทำขนมใช้ความเคยชินกะๆเอาใส่อะไรเท่าไรออกมารสชาติก็อร่อยเหมือนเดิมทุกครั้ง การทำอาหารและขนมถ้าใช้กะทิ ก็ขูดมะพร้าวเองครั้นเองทุกอย่าง การปอกและผ่ามะพร้าวเป็นหน้าที่ของตาการขูดการครั้นยายกับแม่

       กลับมาจากโรงเรียน แม่จะช่วยยายเก็บหม้อและของในหาบมาล้าง แล้วจึงเตรียมติดไฟตั้งข้าวต่อ ยายทำกับข้าวแล้วก็ทานอาหารเย็นกัน เก็บล้างเก็บทำ อาบน้ำอาบท่าแล้ว ช่วยยายปั้นขนมต่อ แล้วจึงเข้านอน ในช่วยนั้นตาไปทำงานเป็นคนทำสวนที่บ้านพักของหมอทนงศักดิ์ แพทย์ประจำสถานพยาบาลของบริษัทปูนซีเมนต์ไทย ในระยะนี้แม่ต้องเป็นคนเก็บล้างทั้งหมด ต่อมาบริษัทปูนซีเมนต์ไทย ปิดทางเข้าบ้านพักพนักงานและทางเข้าบริษัทปูนซีเมนต์ไทย โดยไม่ให้บุคคลหรือรถยนต์ที่ไม่เกี่ยวข้องผ่านเข้าออก โดยเปิดโรงอาหารให้แม่ค้าขายอาหาร ขนม กาแฟและน้ำดื่ม ให้แม่ค้าที่เคยเข้าไปขายมีโอกาสจองที่ขายก่อน โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและค่าน้ำค่าไฟในโรงอาหาร ยายไม่เอาเพราะบ้านอยู่ไกล ไม่มีรถที่จะขนของไป-กลับได้ ตกลงยายก็ต้องเลิกขายขนม

       คราวนี้ยายหันมาปอกผลไม้ดองบ้างแล้วเฉาะขายสดบ้าง ทำพริกเกลือทั้งน้ำตาลปีบ และน้ำตาลทราย ผลไม้ก็มีมะม่วงแก้วแก่ๆ มะยมดอง กระท้อนทรงเครื่อง ชมพู่ ฝรั่ง มะกอก อ้อยควั่น พุทราเชื่อมและผลไม้ตามฤดูกาล หาบไปขาย พริกเกลือของยายทำอร่อย ไม่ทำอย่างแม่ค้าทั่วๆไป พริกเกลือของยายใส่ครกตำจริงๆ ถ้าเป็นพริกเกลือน้ำตาลปีบยายจะตำกระเทียม และพริกขี้หนูสดด้วยกันแล้วตักแยกไว้ แล้วจึงเอาเกลือเม็ดโขลกให้ละเอียดตักขึ้นมาคุกเค้ากับน้ำตาลปีบ ให้มีรสหวานนำเค็มแล้วจึงเอากระเทียมกับพริกที่โขลกไว้มาคนให้เข้ากัน (ใช้เกลือป่นแทนได้) ส่วนพริกเกลือน้ำตาลทรายก็ตำกระเทียม และพริกขี้หนูสดด้วยกันแล้วตักแยกไว้เหมือนกัน แต่ยายจะโขลกเกลือกับน้ำตาลทรายด้วยกัน แล้วจึงเอากระเทียมกับพริกที่โขลกไว้มาคนให้เข้ากัน

       ยายมีไม้ที่ตาทำให้ไว้ควั่นอ้อยขาย ดูของจริงที่แม่เก็บไว้จากภาพประกอบเป็น"ที่ควั่นอ้อย"ที่ ยายใช้ควั่นอ้อยขายมานาน จนหาบของขาย ไม่ไหวหรืออะไรแม่ก็ไม่รู้ ในช่วงนี้หมอทนงศักดิ์ ที่ตาเป็นคนสวนอยู่ ได้ย้ายเข้าไปเป็นแพทย์ประจำสถานพยาบาล อยู่ที่สำนักงานใหญ่บางซื่อ กรุงเทพฯ ตาไม่ได้ออกไปทำงานก็ช่วยยายปอกอ้อย หาปลา และเลี้ยงปลากัด

       ต่อมาอีกไม่นานนักตาได้งานเป็น รปภ. ที่ตลาดใหม่ท่าลาน เป็นตลาดที่บริษัทปูนซีเมนต์ไทยสร้างและขายให้ผู้ที่มีร้านค้าอยู่ที่ ตลาดสะพานหนึ่ง ที่ทางบริษัทมีนโยบายที่จะปิดทางเข้าออกและทำรั้วถาวร กั้นอาณาเขต ของบริษัทโดยเว้นเป็นทางให้รถจักรยานยนต์เข้าออกได้เท่านั้น

       ในช่วงนี้หลังจากแม่แยกครอบครัว และลูกแม่ทั้งสามคนโตหมดแล้ว ยายกลับมาสร้างบ้าน ทำสวนและดูแลที่นาที่อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ตาอยู่บ้านกับน้านี ตาทำงานอยู่นานมากจนทางตลาดเลิกจ้างยาม จึงกลับไปอยู่กับยายที่บ้าน ต.ย่านยาว อ.สามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี

บ้านพักรับรอง (บ้านงู)

       คราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ เสด็จมาทำพิธีเปิดอะไรแม่ก็จำไม่ได้
ที่บริษัทปูนซิเมนต์ไทยนี้ ทางบริษัทได้สร้างเรือนรับรองไว้ให้เสด็จประทับแรม เป็นบ้านไม้ตกแต่ง เล่นระดับชั้นและมีชานเดินยื่นไปถึงกลางสระน้ำ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงปล่อยปลาที่สระด้วยทั้งสองพระองค์ ภาพนี้แม่ยืนดูอยู่ไม่ไกลนักเห็นได้ชัดเจนและจดจำได้อย่างประทับใจ บ้านพักรับรองหลังนี้ ตรงโค้งประตูเป็นบานไม้ทรงขนมเปียกปูน ปลูกไม้เลื้อยออกดอกสวยงามและหอมมีสีม่วง สีเหลือง สองข้างของบานไม้ที่โค้งเป็นรูปงูใหญ่ (พญานาค) เป๊นปูนปั้นสูงเท่าประตูไม้และโค้งของหัวงูใหญ่มาบรรจบกันตกแต่งได้สวยงามอย่างมีศิลปะ จึงเป็นสาเหตุให้เรียกบ้านพักรับรองนี้กันว่า "บ้านงู"


       จากนั้นหลายปีบริษัทปูนซิเมนต์ไทยได้ใช้เป็นบ้านรับรองแขกผู้ใหญ่ และสนามหญ้าหน้าบ้านรับรองใช้เป็นที่จัดงานเลี้ยงของพนักงานบริษัท เช่นงานปีใหม่ของทุกปี  จะเป็นงานใหญ่มีดนตรีและเวทีลีลาศ หรือจัดงานฉลองกฐินของบริษัททุกปี และเปิดให้พนักงานขอใช้พื้นที่ในงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรส หรืองานอุปสมบทได้

       ต่อมาบริษัทปูนซิเมนต์ไทย ได้สร้างอาคารใหม่ที่บ้านม่วงน้อง  ใช้เป็นสถานที่อบรม  และจัดงานเลี้ยง มีห้องจัดงานและอบรมหลายห้องจุคนได้มาก ใช้เป็นที่อบรมของพนักงานในเครือซิเมนต์ไทย ที่อยู่ใกล้เคียงทั้งหมดเรียกว่า "บ้านรับรองม่วงน้อย" และมีเรือนรับรองเป็นอาคารสองชั้น มีสระว่ายน้ำและพนักงานต้อนรับ มีอาหารบริการลักษณะเป็นโรงแรม เรียกกันว่าโฮเต็ลม่วงน้อยไว้รับรองแขกของบริษัทที่มาทำงาน ดูงาน หรือวิทยากรที่มาอบรมใช้ค้างคืน

       ในช่วงนั้นบ้านรับรองหลังเดิมหรือบ้านงู ชั้นล่างเปิดให้บุคคลภายนอกมาเปิดร้านขายอาหารตามสั่ง ให้พนักงานได้พักผ่อน ชั้นบนของเรือนรับรองจัดเป็นห้องสมุดมีหนังสือไม่มากนัก  จัดเป็นหมวดหมู่ให้พนักงานและครอบครัว เข้ามาใช้บริการ มีที่นั่งอ่าน และให้บริการ ยืม-คึน หนังสือกลับบ้านได้  มีบรรณารักษ์ 1 คน มีห้องซ้อมดนตรีไทย มีห้องโต๊ะสนุก ปัจจุบัน (06/ 09/ 2549) ไม่ทราบว่าบ้านรับรองหรือบ้านงูใช้ทำอะไร หลังจากที่บริษัทปูนซิเมนต์ไทยได้สร้างอาคารใหม่สองชั้นหลังใหญ่ที่ บ้านมหาโลก ชั้นบนใช้เป็นสนานที่จัดงานเลี้ยง งานต่างๆได้  ทั้งพนักงาน และครอบครัวรวมทั้งเปิดโอกาสให้ชุมชนใกล้เคียงขอใช้ได้ โดยเรียกเก็บค่าสถานที่น้อยมาก คือเอื้ออำนวยให้ชุมชนได้ใช้ ถ้าอาคารว่าง ชั้นล่างเป็นร้านอาหาร และย้ายห้องสมุดมาอยู่ด้วย มีห้องออกกำลังกาย มีชื่อเป็นทางการว่า "ศูนย์กีฬามหาโลก"

       ส่วนบริเวณรอบๆ เป็นที่ออกกำลังกาย มีสนามฟุตบอล สนามบาสเกตบอล สนามเปตอง สนามเทนนิส   มีโรงยิมสำหรับปิงปองและแบตมินตัน  มีสนามเซปักตะกร้อ และสนามตะกร้อลอดห่วง มีลู่สำหรับวิ่งและเดินออกกำลังกายวกวนระยะทาง 1500 ก.ม. มีสระว่ายน้ำสร้างแบบสระมาตรฐาน มีลู่ว่ายน้ำ เพียงแต่ย่อส่วน จากยาว 50 เมตร เป็นยาว 25 เมตรไว้ให้พนักงานและครอบครัว เข้าใช้บริการโดยไม่เสียเงิน

       มีกีฬาบางชนิดเท่านั้น ที่ต้องนำบัตรประจำตัวของพนักงานหรือบัตรครอบครัวมาด้วยจึงจะเข้าใช้ได้คือ โรงยิม สนามเทนนิส และสระว่ายน้ำ นอกนั้นให้บริการกับบุคคลในชุมชนทั่วไปได้ ทุกเย็นหลังเลิกงานมีคนมาใช้ศูนย์กีฬามหาโลกเล่นกีฬาที่ชื่นชอบ วิ่งและเดินออกกำลังกาย กันมากร้านอาหารก็ขายดี ห้องสมุดก็มีคนใช้บริการมาก เป็นสถานที่พักผ่อนที่ดี สำหรับทุกคนจริงๆ (พ่อไปเดินออกกำลังประจำทุกวัน แม่เดินและว่ายน้ำ ลูกๆใช้สนามบาสเกตบอล สนามแบตมินตัน สนามเทนนิส กันเป็นประจำ)