วันพุธที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

งานวัด

       คนแถบถิ่นนี้นะถ้ามีงานวัดที่ไหนตอนกลางคืนมีมหรสพไม่ว่าใกล้หรือไกลแค่ไหน ก็จะไปเที่ยวทั้งๆที่การเดินทางก็ไม่สะดวก มีแต่รถจักรยานขี่ซ้อนกันไป แม่ยังเคยไปงานจำไม่ได้ว่างานอะไร น่าจะเป็นงานทอดกฐินที่วัดหนองโรง พี่สาวชวนไป พากันซ้อนจักรยานหนุ่มข้างบ้าน ไปกันคนละคัน ไปแต่เช้าพอทอดกฐินเสร็จก็กลับ แม่ว่าไกลมากนั่งซ้อนจักรยาน เมื่อยมาก กว่าจะกลับถึงบ้านก็ตกเกือบ 16.00 น. แต่ก็สนุกตามวัยนะแล้วก็ไปกันหลายคนไม่มีอันตรายและไม่น่ากลัว ถนนในช่วงนั้นยังเป็นถนนลูกรัง คนขี่จักรยานให้นั่งคงเหนื่อย หนทางไม่ใกล้เลย

       อีกครั้งนั่งเรือยนต์เล็กที่ใช้สำหรับโยงเรือพ่วง ไม่มีเก้าอี้นั่ง นั่งกับพื้นไม้ในเรือไปเที่ยวงานวัด ที่วัดพังม่วงตอนกลางคืนก็ไกลอีกเหมือนกัน นั่งเรือไปประมาณสามชั่วโมงกว่าจึงถึง มีเรือที่พาผู้คนมาเที่ยวงานกลางคืนจอดเรียงรายอยู่ที่ท่าน้ำหลายสิบลำ ผู้ที่นั่งเรือไปเที่ยวชุดเดียวกันที่พอนึกได้ก็มี เจ้ จงรักษ์ กรูทอง จันทร์เพ็ญ จำไม่ได้ว่าที่วัดพังม่วงมีงานอะไรแต่ผู้คนมาเที่ยวงานกันเยอะมาก

       ถึงวัดก็พากันเดินเที่ยวงานและดูมหรสพมี ภาพยนตร์(หนัง) มีนาฏดนตรี(ลิเก) มีดนตรี ในงานวัดที่ขาดไม่ได้ก็คือ ร้านยิงปืนหุ่นด้วยลูกไม้ก๊อก ชิงช้าสวรรค์ มีปิดวิกเก็บเงินดูมอเตอร์ไซค์ไต่ถังคณะนายเปรื่อง เรืองเดช ปิดวิกเก็บเงิน ดูเมียงูบ้าง หรือคนแคระบ้าง ของที่เดินขายก็มี ตุ๊กตาตกแต่งสวยงามทำจากไม้ก๊อก หรือจากต้นโสนห้อยติดปลายไม้และเสียบกับไม้ยาว มีโรตีสายไหม มีไม้หึ่ง แกว่งๆ ดังหึ่งๆขาย มีอ้อยควั่นเสียบไม้เป็นแฉกๆคล้ายดอกไม้บาน เสียบกับไม้ยาวเดินขาย มีขนมอีกอย่างจำไม่ได้เรียกชื่ออะไร งานไหนงานนั้นมีขายทุกงาน ผูกเป็นพวงแบบพวงมาลัยมีกระดาษสีสดใสตัดขั้นขนมดูสวยงาม ห้อยคล้องตะขอแขวนขาย ขายดีและมีขายในงานวัดเป็นประจำเด็กๆชอบซื้อมาห้อยคล้องคอหรือถือหิ้วไว้กิน
ไม้หึ่ง


ขนมพวงมาลัย

       ที่ขาดเสียไม่ได้ทุกงานคือลูกโป่งห้อยปลายไม้และเสียบกับไม้ยาว เดินขายและขายดีกับเด็กๆ มีร้านมาขายของกินเช่น กล้วยทอด กล้วยแขก ข้าวเกรียบว่าว ข้ามโพดคั่ว น้ำแข็งกดใส่น้ำหวานต่างสีแล้วราดนมข้น มีขายของเล่น และของอื่นๆอีกมากมาย เดินดูกันรอบจนเหนื่อย เมื่อถึงเวลานัดกลับบ้านก็พากันมาที่เรือ ขานั่งเรือมาก็คุยกันอย่างสนุกสนาน ขากลับนี่นั่งกันเงียบ นอนหลับกันก็มีระยะทางนั่งเรือก็เท่ากันแต่ทำไมขากลับจึงดูไกลนัก นั่งเรือกันนานเท่าไรก็ไม่ถึงสักที นี่เป็นการเที่ยวกลางคืนครั้งที่ 2 ที่ไกลและตึกมากในช่วงเวลานั้น

ปลาที่สระหนองเข้

       ที่นาของแม่เฒ่า (ยายของแม่) มีสระใหญ่มากอยู่คือ สระหนองเข้ มีปลามากมายวิดสระปีละครั้งเก็บปลากันไม่หวาดไม่ไหว ตอนแม่ไปอยู่ที่ตลาดวังหิน ญาติๆพากันวิดปลาที่หนองเข้แบ่งกัน ป้าไปด้วยและหาบปลาที่วิดมาเต็มหาบ ป้าเลือกเอามาแต่ปลาช่อนเป็นส่วนใหญ่

       เอาอีกแล้วต้องช่วยกันทำปลาที่มากมาย ทำสำหรับกินสดๆบ้าง ที่เหลือแผ่ทำเป็นปลาเค็ม หมักและตากให้แห้งเก็บใส่ปี๊บแหวนไว้  ทำข้าวเหนียวหน้าปลาแห้งบ้าง ไว้ปิ้งกินบ้าง หรือต้มโคล้งบ้าง ส่วนพุงปลาช่อนที่มากมายก็ทำต้มยำ และตากแห้งไว้ทอดกินทีหลัง นี่ป้าเอามาแค่หาบเดียวนะ ญาติๆคนอื่นแต่ละคนก็หอบปลากลับบ้านกันไม่หวาดไม่ไหว

       มีอยู่ครั้งเมื่อแม่มีลูกๆแล้ว การเดินทางมาจากที่บ้านท้ายวัดถลุงเหล็ก มาสุพรรณสะดวกขึ้น ลุงส่งข่าวไปให้มาเที่ยว จะวิดปลาที่สระหนองเข้ ตอนนั้นซื้อรถยนต์แล้วเป็นรถกระบะสีขาวยี่ห้อโตโยต้า ที่มาด้วยกันก็มี พ่อกับแม่และลูกกุ้ง ยาย ลุงเล็ก และชวนลุงอนันต์ - น้าน้อย ก็มาด้วยมาค้างที่บ้านตาเวียน (ลุงของแม่) 2 คืน ทั้งดูและช่วยกันจับปลาที่มีมากมาย มาแบ่งปันกัน

วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เก็บพุทรา

       มีอยู่วันหนึ่งป้าชวนไปเก็บพุทรา ก็พากันหาบตะกร้าคอนไม้คานไปกันคนละหาบ เดินจากตลาดวังหินลัดเลอะตามคันนาระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตรเศษมาจนถึงนาแถวหนองเข้ เป็นนาของพี่และน้องยายทั้งนั้นรวมกันอยู่ 100 กว่าไร่ ในขณะนั้นยังเป็นป่า และเป็นหนองน้ำอยู่มาก ใช้เป็นที่ทำนาได้ยังไม่มากนัก


       ซึ่งมีต้นพุทราขึ้นตามคันนา และในป่ามากมาย ส่วนใหญ่จะเลือกเก็บพุทราที่แก่และหล่นอยู่ตามโคนต้นมากกว่าที่จะเก็บจากต้นโดยตรง เหตุผลคือบางต้นก็สูงมากปีนเก็บไม่ได้ บางต้นไม่สูงก็เข้าไปเก็บไม่ถึงเนื่องจากต้นพุทรามีหนามแหลมคมมาก จึงเลือกเก็บใต้ต้นเท่าที่เก็บได้ แค่นี้ก็เก็บไม่หวาดไม่ไหวพักเดียวก็เต็ม 2 หาบ พากันคอนหาบพุทรากลับบ้าน ทั้งหนัก ทั้งร้อนและเหนื่อยกว่าจะถึงบ้าน (อยู่บ้านไม่เคยทำ)

       รุ่งขึ้นเช้าป้าทำร้านเอาพุทราที่เก็บมาล้างน้ำ วางตากแดดบนร้าน 2-3 วัน จนแห้งดีทิ้งไว้ให้เย็น  แล้วจึงเก็บใส่ปี๊บปิดฝาได้ถึง 2-3 ปี๊บ แล้วเอาปีบใส่สาแหรกห้อยเก็บไว้กันมอดหรือแมลงสามารถเก็บ
ไว้ได้นานเป็นปี เมื่อเวลามีงานหรืออยากกิน ก็จะเอาปี๊บพุทราออกมา แบ่งเอาแต่ส่วนที่จะทำ ส่วนที่เหลือเก็บไว้แบบเดิม

วิธีการทำพุทราเชื่อมของป้า เอาพุทราล้างน้ำอีกครั้ง

1.ถ้าจะเชื่อมทั้งลูก ล้าง แล้วก็แช่น้ำไว้หนึ่งคืนจนพุทราชุ่มน้ำแล้วจึงผึ่งใส่ตะแกรงให้เสด็ดน้ำก่อนจึงเชื่อม

2.ถ้าจะเชื่อมแบบทุบลูกพุทราให้แตกแบบหยาบๆ ก็ล้างแล้วผึ่งให้แห้ง แล้ววางทุบด้วยค้อนบนทั่ง (เป็นเหล็กท่อนกลมมีลักษณะคล้ายกระป๋องใส่น้ำผลไม้มีเส้นผ่าศูนย์กลางสามนิ้วเศษสูงสี่นิ้วใช้รองทุบของด้วยค้อน) หรือเขียงก็ได้โดยบุบๆ พอแตก จึงนำมาเชื่อม

3.ถ้าจะเชื่อมเป็นพุทราแผ่น หรือทำพุทรากวน ก็ล้างแล้วผึ่งให้แห้ง แล้วใส่ครกตำข้าว (เป็นครกไม้ใหญ่ และมีสากไม้ใหญ่ ตำด้วยการยืนหรือหาเก้าอี้มานั่งตำ) ปัจจุบันใช้เครื่องบดได้ละเอียดและสบายกว่ามาก ตำแล้วกรองด้วยตะแกรง ที่ยังละเอียดไม่ได้ที่ไม่หลุดจากตะแกรงก็เอากลับมาตำไม่ ในสมัยนั้นกว่าจะทำขนมอะไรกินสักอย่างได้ก็ใช้เวลามาก และส่วนใหญ่ต้องทำกินและแบ่งปันกันเอง วันๆแทบไม่ได้ใช้จ่ายเงินกันมากนัก จะจัดซื้อหาของก็แต่ที่ทำเองไม่ได้เท่านั้น เช่นต้องซื้อน้ำตาลในการทำขนมเป็นต้น

4.การทำน้ำเชื่อมพุทราตามข้อ 1-3 ยกเว้นพุทรากวน ทำแบบเดียวกัน ใช้น้ำตาลปี๊บใส่เกลือป่นครึ่งช้อนชา เคี่ยวพอเหนียวใส่พุทราคนหนึ่งครั้ง ยกลงจากเตาคนพุทราเบาๆ ให้เข้ากับน้ำเชื่อม ทิ้งไว้ให้เย็น นำมากินกับพริกกะเกลือได้

ขนข้าวเปลือก

       ยังมีเรื่องเล่าอีกเรื่องช่วยร้านอากรูม่วยที่ค้าขายของอยู่ในตลาด เป็นญาติทางเตี่ยของเจ้ม่วยเล็ก ขนข้าวเปลือก ที่รับซื้อจากลานนวดข้าวของชาวนา เพื่อมาเก็บไว้ในยุ้งข้าวขนาดใหญ่ หลังตลาดวังหินในเวลาค่ำ ซึ่งปกติเขามีลูกจ้างอยู่แล้ว มีอยู่ครั้งเดียวที่ไม่มีคนงาน แมจึงถูกเกณฑ์ไปช่วย เกิดมาก็เพิ่งเคยนี่แหละ ติดรถไปขนข้าวที่ลานนวดข้าวที่ควายกำลังเหยียบและย่ำข้าวเปลือกอยู่จนเมล็ดข้าวหลุดจากรวง


       ได้เห็นเขาตวงข้าวซื้อขายกัน เห็นการตวงข้าวด้วยถังไม้กลมๆ และวิธีตวงข้าวซื้อและตวงข้าวขายของพ่อค้าคนกลางที่แตกต่างกัน การตวงซื้อจะเทและกระแทกแรงๆ แถมจับถังตวงข้าวเขย่าๆ ให้ได้เนื้อเมล็ดข้าวมากๆ เวลาใช้ไม้ปาดขอบถังก็ปาดหย่งๆ แต่เวลาขายข้าวก็จะตวงและเทเบาๆ ไม่มีเขย่าถัง ตอนปาดข้าวก็ปาดให้ต่ำกว่าขอบถังนิดหน่อย  ทำแบบให้ดูเหมือนไม่ตั้งใจ เป็นแบบนี้ทุกครั้ง ช่วยขนข้าวจากลานนวดขึ้นรถจนหมด และมาลงที่ยุ้งท้ายตลาด ตอนลงยกใส่บ่าส่งเข้าเครื่องกวัดข้าวเล็กอีกครั้งก่อนแล้วจึงขนใส่ยุ้งข้าว ที่มีข้าวเปลือกสูงเกินครึ่ง ต้องใช้ไม้พาดและส่งต่อๆกันเข้าไป ใช้คนงานทั้งหมดเกือบ 10 คน กว่าจะแล้วเสร็จเกือบตี 2 เหนื่อยมาก แต่ก็สนุกและอาจจะเป็นที่ว่า อายุยังน้อยจึงทำไหว แต่เรียกว่าวันรุ่งขึ้นก็สะบักสบอมเลยทีเดียว จำไม่ได้ว่าได้รับค่าจ้างเท่าไร จำได้อย่างเดียวเป็นงานที่ทำเป็นครั้งแรก และเป็นประสบการณ์ตรงในชีวิตเพียงครั้งเดียวก็เกินพอ

วันพุธที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ใส่บาตร - สาแหรกปิ่นโต

       มาอยู่กลับเจ้ มีเรื่องที่แสนจะอายมากจนไม่ลืมถึงบัดนี้ ปกติป้า หรือเจ้ จะเป็นคนใส่บาตรเองแม่ก็ไม่เคยออกไปดูพระมารับบินฑบาตรหน้าบ้านเลย ถ้าไม่ตั้งใจเดินออกไปดูก็จะไม่เห็น รู้แต่ว่าทุกเช้าพอพระผ่านมาก่อนจะวางปิ่นโต ที่มีสาแหรกห้อยอยู่ไว้หน้าบ้านที่ใส่บาตรกันเป็นประจำ เจ้าของบ้านหยิบปิ่นโตมาใส่กับข้าวที่ทำไว้แล้ว และออกมารอใส่บาตรพระตอนขากลับ


สาแหรกปิ่นโต
        มีอยู่วันแม่ต้องออกมาใส่บาตรเอง มีลุงผู้ชายคอยใส่บาตรอยู่คนหนึ่งไม่มีโต๊ะวางขันข้าวและปิ่นโต มีสาแหรก แม่เห็นลุงคนนั้นแกถือขันข้าวมือหนึ่ง และอีกมือหิ้วปิ่นโตมีสาแหรกไว้ แม่ไม่เห็นมีที่วาง ก็เรียนแบบ ถือแบบลุง พอพระมา ลุงก็ยกปิ่นโตโดยจับตัวปิ่นโตใต้สาแหรก พระก็จะรับขอเกี่ยวบนสาแหรกแล้วส่งต่อให้เด็กวัด แล้วลุงจึงตักข้าวใส่บาตร พอถึงแม่แม่ก็ทำแบบนั้นบ้าง เอ๊ะทำไมพระไม่รับส่งให้กี่ครั้งก็ไม่รับงงมาก จนลุงบอกว่าให้วางไว้กับพื้นดิน พระจึงหยิบสาแหรกปิ่นโตแล้วส่งต่อให้เด็กวัด แล้วจึงได้ใส่บาตรอายมาก จริงๆก็รู้นะว่า พระไม่รับของโดยตรงจากผู้หญิง แต่ไม่เคยใส่บาตรโดยไม่มีโต๊ะวางข้าวและกับข้าว แถมปิ่นโตมีสาแหรกหิ้วได้อีกด้วย ดูแบบจากคนที่ใส่ก่อนลืมคิดไปว่าเป็นผุ้ชายเสียอีก ไม่กล้าเล่าให้ป้าและพี่สาวฟัง แต่วันหลังลุงข้างบ้านเล่าให้พี่สาวฟังโดนเขาขำกันกลิ้งทั้งบ้านเลยอายจ้ง

เรียนตัดเสื้อและตัดผม

       เมื่อเรียนจบชั้นประถมปีที่ 7 แล้ว ยายของลูกไม่ให้แม่เรียนต่อ ในขณะที่เพื่อนสนิทกันมาก เรียนก็ไม่เก่งมีโอกาสดีพ่อแม่ให้เรียนต่อ และก็ยังติดต่อกันอยู่จนจบ ม.ศ. 6 ที่อำเภอท่าเรือ และไปสมัครเรียนที่วิทยาลัยครูพระนครศรีอยุธยา ยังมาเล่าการสอบสัมภาษณ์ให้แม่ฟ้ง ถูกถามว่า เจดีย์เจ้าอ้ายเจ้ายี่ อยู่ที่จังหวัดไหน คุณเพื่อนเธอตอบไม่ได้ ยังกลับมาถามแม่ว่าอยู่ที่ไหนแม่ก็บอกว่าก็อยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเรานี่เอง
    
        ผลสอบออกมาเพื่อนสอบได้แต่คะแนนไม่ดีนัก ถึงต้องไปเรียนที่ไกล คือวิทยาลัยครูบ้านจอมบึงจังหวัดราชบุรี ตั้งแต่นั้นก็ไม่ค่อยได้ติดต่อกันอีก จนจบและได้บรรจุเป็นครู นึกถึงก็เสียดายนักในสมัยนั้นถ้ายายให้เรียนต่อ  แม่น่าจะมีโอกาสและใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองชอบและถนัดได้มากกว่านี้ ยายบอกว่าลูกผู้หญิงพอมีครอบครัวแล้วสามีก็เลี้ยงเองไม่ต้องเรียนมากนัก (อันนี้เป็นความคิดของผู้เป๊นพ่อแม่ ในยุดสมัยนั้นส่วนใหญ่จริงๆ) ในขณะที่ยายส่งลูกชายทั้งสองคนเรียนต่อ (ต่อไปต้องหาเลี้ยงครอบครัว) พี่ชายคนที่สองเรียนไม่ไหวจบ ม.ศ. 3 แบบเรียนซ้ำชั้นหลายครั้ง จึงไม่เรียนต่อ ออกมาฝึกงานอ็อกเหล็กที่ร้านมุ่ยเส็ง อยู่ตรงสะพานดำที่กรุงเทพฯ กับญาติๆ ที่เป็นลูกป้าที่ทำอยู่ก่อนแล้ว ส่วนพี่ชายคนโต เรียนที่วิทยาลัยเทคนิคทุ่งมหาเมฆกรุงเทพฯ อยู่แผนกช่างก่อสร้าง

       ครูประจำชั้นก็ถามทำไมแม่ไม่ส่งหนูเรียนต่อทั้งที่เรียนดี ก็ตอบไปว่า “แม่จะให้เรียนตัดเย็บเสื้อผ้ากับพี่สาวลูกป้าที่สุพรรณ แม่คิดว่าลูกผู้หญิงให้เรียนแล้วทำงานอยู่กับบ้านน่าจะดีกว่า” ในสมัยนั้นเด็กถูกสอนและถูกอบรมมาให้เชื่อฟัง และไม่เถียงผู้ใหญ่ แม่ก็ยังเด็กนัก โลกภายนอกรับรู้จากการฟังวิทยุ และอ่านจากหนังสือที่มี หรือหาอ่านได้จากถุงกระดาษห่อของบ้าง หนังสือพิมพ์เก่าที่ซื้อมาตัดทำถุงขายบ้างและยืมเพื่อนอ่านบ้าง ไม่มีร้านขายหนังลือในตลาดใกล้บ้าน ไม่ได้มีโอกาสออกไปไหนด้วย ทำให้ไม่เห็นความจำเป็นเรื่องการศึกษาต่อ

       แต่เมื่อนึกย้อนกลับไป คิดและทบทวนดูสาเหตุที่ไม่ได้เรียนต่อ น่าจะเป็นที่เราไม่มีเงินเรียนมากกว่า ในเมื่อตาไม่ได้ทำงานมีเงินเดือนประจำ ยายหาบขนมขาย เป็นงานหนักมากมาหาเลี้ยงครอบครัว ส่งลูกชายเรียนกรุงเทพฯได้ ต้องใช้จ่ายเงินมากนัก ยายขยันและทำงานหนักมาตลอดชีวิตปัจจุบันยายอายุ 80 ปี เหนื่อยจนไม่ยอมสู้ ไม่รับรู้อะไรแม้แต่การใช้ชีวิตประจำวันก็ทำไม่ได้อีกแล้ว

       หลังจากจบชั้นประถมปีที่เจ็ด เมื่อปี 2509 อายุ 14 ปี แม่อยู่ช่วยยายทำงานบ้าน และช่วยเตรียมของขายให้ยาย ไม่กี่เดือนต่อมายายพาไปอยู่กับป้าที่เป็นพี่สาวยาย ที่บ้านเลขที่ 7/5 หมู่ 5 ตลาดวังหิน ตำบลย่านยาว อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อเรียนตัดเย็บเสื้อผ้ากับพี่สาวลูกของป้า แม่อยู่ที่บ้านป้ากับพี่สาวที่เรียกกันว่า เจ้ม่วยเล็ก (หมวยเล็ก) อยู่นานน่าจะเป็นปี ไม่ได้บันทึกไว้จำไม่ได้ ดูจากในรูปถ่าย ได้จดวันเดือนปีไว้ คือ 15 กุมภาพันธ์ 2510 อายุ 15 ปีกับ 1 เดือน

       เจ้ม่วยเล็ก สอนตัดเย็บเสื้อผ้าตามหลักสูตรฮ่องกงบราเชียร์ เรียนทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ มีสมุดเขียนวิธีทำและวาดแบบเสื้อเป็นสมุดปกแข็งเล่มใหญ่ แม่ก็เรียนไปทำได้ตัดเย็บได้อาจ จะเป็นด้วยไม่รักไม่ชอบก็เป็นได้ เหมือนยายให้เรียนก็เรียนไปงั้นๆ แหละ เอาดีและเก่งไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการตัดเย็บ หรือการดัดผม (ขนาดการดัดผมตัวเอง ตั้งแต่รุ่นสาวมาจนถึงปัจจุบัน ปี 2549 ยังดัดผมนับครั้งได้ ไม่เกิน 5 ครั้ง) แต่ก็ไม่อยากขัดใจยาย และที่สำคัญอยากเปลี่ยนบรรยากาศและสถานที่อยู่บ้าง (เบื่อพ่อหรือตาของลูกที่ดุมาก)

       ได้เปลี่ยนบรรยากาศจริง ชีวิตในช่วงนี้มีอะไรแตกต่างจากที่เคยทำเคยเป็น และเคยรู้เคยเห็นอยู่มากทีเดียว เอาง่ายๆ แค่การหุงข้าวป้าให้นั่งพับเพียบเรียบร้อย ตักข้าวสารจากปี๊บใส่ข้าวด้วยกะลาตาเดียวที่ขัดและใช้มาจนเงามัน แล้วยกขึ้นหัวกล่าวบูชาและขอขมาแม่พระโพสพแล้วจึงเทข้าวใส่หม้อหุงข้าวได้
อยู่ที่บ้านกับยาย  แม่จะเป็นคนคอยใส่บาตรทุกเช้า  ยายต้องเตรียมอาหารและของขาย แม่ต้องคอยใส่บาครพระ ที่หน้าประตูจะมีโต๊ะสำหรับวางขันข้าว ถ้วยใส่กับข้าวและถ้วยใส่ขนมถ้ามี บางทีก็ทำไม่ทันหรือยังไม่ได้ยกของใส่บาตรออกมา พอพระมาถึงไม่เห็นคนทีหน้าบ้าน เด็กวัดก็จะส่งเสียง “พระมาแล้วครับ” การใส่บาตรต้องนั่งยองๆกลับพื้นให้เรียบร้อย แล้วยกขันข้าวขึ้นหัวจบ จึงลุกขึ้นใส่ข้าวที่บาตรพระทุกองค์ที่มา องค์ละ 1-2 ทัพพี แล้วนั่งยองลงไหว้พระ จนพระเดินไปแล้วจึงลุกขึ้นยืน ส่วนเด็กวัดก็จะเอาถ้วยกับข้าวและขนมเทใส่ปิ่นโตที่ถือมา เป็นอันเสร็จการใส่บาตรเช้า เก็บขันและถ้วยใส่บาตรไปล้าง

มีงาน - อุปสมบท

       ในหมู่บ้านชนบทของแม่นี้ ถ้าบ้านใครมีงาน เราเด็กๆก็จะสนุกสนานกันมากโดยเฉพาะ วันก่อนวันงานที่เรียกว่าวันสุกดิบ บ้านงานและบริเวณรอบๆ จะสว่างไสวด้วยแสงจากตะเกียงเจ้าพายุ หลายๆดวง พวกแม่ครัวก็จะเตรียมเครื่องปรุงสำหรับประกอบอาหารทั้งคาวและหวาน มีแม่ครัวใหญ่และสาวๆ หนุ่มๆในหมู่บ้านมาช่วยกันเป็นลูกมือ สาวๆ ก็จะช่วยปอกหัวหอม ปอกกระเทียม ล้างผักหั่นผัก เตรียมไว้แกงเช้ามืดวันพรุ่งนี้ การปอกหัวหอมนี้ทำเอาสาวๆร้องไห้น้ำตาไหลไปตามๆกัน (จากน้ำมันของหัวหอมระเหยออกมาเข้าตา วิธีแก้ไขให้เอาเกลือป่นสักหนึ่งกำมือ  วางข้างเขียงที่ใช้หั่นหอม จะช่วยให้ไม่แพ้น้ำมันหอมระเหยของหัวหอม) ส่วนพวกหนุ่มๆก็แน่นอน โขลกพริกแกงบ้าง ขูดมะพร้าวโดยใช้กระต่าย
กระต่ายขูดมะพร้าว


ขูดมะพร้าวบ้าง
        ส่วนทางด้านของหวาน  ก็จะช่วยกันกวนถั่วเขียวกับน้ำตาลทรายไว้เตรียมทำขนม แล้วปั้นถั่วเป็นก้อนๆ  สำหรับทำเม็ดขนุน ช่วยตอกไข่เป็ดบ้าง ทำน้ำเชื่อมบ้าง ทำทองหยอด ฝอยทอง ทำสังขยาบ้าง ขนมทุกอย่างต้องทำเองมีแม่ครัวทำขนมและใช้ลูกมือที่มาช่วยงานหลายคน ใช้ไข่เป็ดเป็นร้อยเป็นพันฟอง ใช้น้ำตาลทรายและน้ำตาลปีบซื้อยกปี๊บ ใช้เนื้อสัตว์มากต้องล้มหมู และวัว
กันเองแหวนห้อยไว้เป็นต้น สนุกและใช้คนมาก หนุ่มสาวมีโอกาสได้พบและรู้จักกันก็เวลามีงานนี้แหละ มาช่วยงานได้ทำงานร่วมกันและสนิทสนมกัน จนอาจจะถึงขั้นเป็นคนรักกันได้ในบางคู่

       เด็กๆก็จะอิ่มหมีพีมัน จนถึงขั้นอยากให้มีงานบ่อยๆ (ปกติทุกคนก็มีอาหารกินกันไม่มีใครอดอยาก เพียงแต่ถ้ามีงานจะพิเศษมีอาหารและขนมมากมายที่ปกติไม่ได้มีทำกินกัน) โดยปกติถ้าไม่มีงานพอมืดค่ำ เด็กๆก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้ลงจากเรือน นอกจากมีงานเช่นนี้เท่านั้น เด็กก็จะวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนานท่ามกลางแสงไฟสว่างไสวจากตะเกียงเจ้าพายุ พากันวิ่งเล่นซ่อนแอบหากันจนกว่าจะถูกเรียกตัวกลับบ้านเข้านอน

        บ้านงานจะสว่างไสวด้วยแสงจากตะเกียงเจ้าพายุ บ้านข้างๆจะสว่างเฉพาะส่วนที่ตะเกียงส่องถึง จะมืดเป็นบางมุม มุมมืดๆนั้นเป็นที่เด็กๆชอบแอบเล่นซ่อนหากัน ทั้งๆที่ทุกคนก็กลัวความมืด กลัวผีที่เคยได้ฟังแต่คำบอกเล่า ไม่เคยมีตัวตนให้พบเห็นแต่ก็กลัว แต่มีความสนุกเป็นอันมากที่ได้แอบผู้ใหญ่  เล่นซ่อนหากัน ถ้าผู้ใหญ่รู้ว่าแอบเล่นซ่อนหากันตอนกลางคืน ก็จะถูกดุไม่ให้เล่นและให้กลับเข้าบ้านนอนทันที พวกผู้ใหญ่ก็จะบอกว่าเล่นซ่อนหาหรือซ่อนแอบตอนกลางคืนไม่ได้ ห้ามเล่น เพราะผีจะจับตัวซ่อนไว้หากันไม่เจอจนหายไปได้

       ต่อมาเมื่อมีวุฒิภาวะมากขึ้น มาคิดย้อนกลับไปก็น่าจะเป็นว่า การเล่นซ่อนแอบในเวลาค่ำคืนนั้นเสี่ยงมาก เด็กๆอาจจะถูกงู หรือสัตว์มีพิษอื่นๆ กัด หรือตกหลุม ตกบ่อ โดยที่มองไม่เห็นได้ สรุปว่าอาจมีอันตรายจากสัตว์มีพิษ หรืออุบัติเหตุเกิดขึ้นได้มากกว่าในเวลากลางวัน

       เด็กๆรุ่นแม่ในช่วงอายุ 12-13 ปี ก็ยังไม่ค่อยรู้เรื่องเพศ เรียกว่ายังไม่รู้ประสีประสาอะไรกันนัก ยังแก้ผ้ากระโดดน้ำแม่น้ำเล่นกันอยู่เลย ทั้งๆที่ นมขึ้นตุ่ยๆแล้ว ทั้งผู้หญิงและผู้ชายเรื่องเพศ จะไม่ค่อยรู้กันเหมือนในปัจจุบันนี้ มีอยู่ครั้งตอนแม่เริ่มรุ่นๆสาวแล้ว (อายุ 15-16) คนในหมู่บ้านคืออาเภาและอาไหว ที่เป็นญาติห่างๆจะบวชหลานชาย แต่ไปบวชที่วัดตะเข้ซึ่งอยู่ไกลออกไป คนละจังหวัดเป็นวัดที่อยู่ริม แม่น้ำป่าสัก การเดินทางต้องไปทางเรือ อาเภาและอาไหวก็เกณฑ์สาวๆในหมู่บ้านไปช่วยงานกัน โดยขออนุญาตพ่อกับแม่ของแต่ละคน แม่ก็เป็นคนหนึ่งที่ได้ไปด้วย ไปกันทางเรือมีสาวๆในหมู่บ้านไปด้วยเป็นกลุ่มประมาณ 13 หรือ 14 คน นี่แหละที่จำได้มี พี่ผา สมบัติ แป้ว นิภา ตุ๊ ตาน ม็อก แม่ ไปกันวันสุขดิบก่อนวันอุปสมบท 1 วัน

       ไปกันแต่ช้ำช่วยกันถือของไปลงเรือตรงท่าน้ำหลังโรงเรียน ไปช่วยกันเตรียมของทำบุญบ้าง ช่วยห่อของถวายพระบ้างต้องค้างคืน พอเช้าบวชนาคเสร็จแล้ว เลี้ยงฉลองพระเพลแล้วจึงจะกลับ บ้านที่จัดงานเป็นบ้านชั้นเดียวใต้ถุนสูงมีนอกชานทรงบ้านก็คล้ายๆกันโดยทั่วไป  มีที่แม่ชื่นชอบและฝ้งใจเป็นพิเศษคือ มีต้นลูกจันทร์ต้นใหญ่มีลูกห้อยมากมาย อยู่ติดนอกชานบ้านส่งกลิ่นหอมสามารถเอื้อมมือเก็บลูกที่อยู่ใกล้ๆได้ แม่เป็นคนที่ชอบความหอมและชอบกินเนื้อของลูกจันทร์อยู่แล้วด้วย แถวบ้านไม่มี
        ในคืนวันสุขดิบ เมื่อช่วยกันทำงานจนเสร็จก็ดึกแล้ว จึงอาบน้ำเตรียมเข้านอนกันก็นอนเรียงๆ  กันอยู่ที่ชานในตัวบ้าน เรียกว่านอนเรียงๆกันไปเลย โดยจุดตะเกียงเจ้าพายุไว้ตลอดคืน คือผู้หญิงถูกจัดให้นอนริมด้านใน เรียงกันมา แม่อาบน้ำทีหลังเหลือที่นอนริมนอกสุด ต่อจากแม่มีพวกผู้ชายนอนเรียงๆต่อกันไปอีก ความที่ไม่รู้ประสีประสาอะไรเลย (อายจังไม่เคยเล่าและถามใครมาก่อนเลย) ในช่วงวัยขนาดนั้น แม่ก็นอนไม่ค่อยหลับ คิดว่าแย่แน่ๆเลย แม่โดนนอนอยู่ใกล้ๆผู้ชาย จะท้องหรือเปล่านะ ในขณะนั้นคิดว่าที่ชายหญิงเขาแต่งงานกันและนอนด้วยกันเฉยๆก็มีลูกได้ (ทั้งโง่ทั้งเซ่อจังนะ อาจจะเห็นจากปลากัดก็ได้ ที่อยู่กันคนละโหลยังมีท้องมีลูกได้)  ไม่ได้รู้เรื่องเพศสัมพันธ์เลย ผู้คนในยุคนั้น ก็ไม่ทำอะไรประเจิดประเจ้อให้เด็กๆเห็น การแต่งกายก็ไม่วับๆแวมๆ แม่กลับจากงานบวช ก็ไม่กล้าพูด ไม่กล้าถามใคร ได้แต่วิตกอยู่เช่นนั้น กลัวอยู่ตั้งนาน และก็ยังไม่รู้ว่าคนมีครรภ์จะไม่มีประจำเดือน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่จำฝังใจจนถึงทุกวันนี้ ถึงความไม่รู้ของตนเอง มานึกย้อนหลังกลับไปในสมัยนั้นส่วนใหญ่จะไม่ค่อยรู้เรื่องกัน (ไม่เหมือนในปัจจุบันมีสื่อมากมาย) มีเรื่องขำๆ เล่าเพิ่มหน่อย ในภายหลัง มีเพื่อนคนหนึ่งแต่งงานไปนานมีลูกจนโตแล้วเล่าให้ฟัง ตอนที่เขาแต่งงานเขาก็ไม่เคยรู้เรื่องนี้  เขาก็ไม่ยอมให้แฟนถูกเนื้อต้องตัวได้เป็นเดือน กว่าจะค่อยๆตะล่อมๆสอบถามผู้ใหญ่จนรู้เรื่อง